
เปิดแผนไต่รายได้หมื่นล้านแกรมมี่ลั่นบุกหนักทีวีดาวเทียม
โดย...จะเรียม สำรวจ
โดย...จะเรียม สำรวจ
นับจากวันนี้ หลังจากรอความชัดเจนการให้ใบอนุญาตและการควบคุมดูแลผู้ประกอบการธุรกิจทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวีจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. มานานถึง 15 ปี วันนี้ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ภายใต้การนำของ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ ประกาศความพร้อมบุกธุรกิจใหม่อย่างเต็มสูบ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างครบวงจร
ธุรกิจใหม่ที่แกรมมี่จะบุกอย่างจริงจังนับจากนี้ ประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง ธุรกิจทีวีผ่านดาวเทียม และธุรกิจทีวีดิจิตอล ขณะที่ธุรกิจเก่าก็ยังคงให้ความสำคัญ เพราะเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงให้แกรมมี่ยิ่งใหญ่ได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลง ดิจิตอล สื่อ ภาพยนตร์ ไพบูลย์ กล่าวว่า แกรมมี่จะแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 ขาหลัก คือ ธุรกิจใหม่ และธุรกิจเก่า
สำหรับปีนี้แกรมมี่จะให้ความสำคัญกับธุรกิจใหม่ เนื่องจาก 2 ปีที่ผ่านมาได้ใช้งบลงทุนก้อนใหญ่ไปกับทีวีดาวเทียม เพื่อสร้างฐานธุรกิจก่อนต่อยอดในอนาคต ทำให้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแกรมมี่ไม่จ่ายเงินปันผล เพราะยังอยู่ในภาวะขาดทุน และในไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ก็ยังอยู่ในภาวะขาดทุนในรอบ 30 ปี ขณะที่ปีนี้ยังต้องลงทุนอีกกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อซื้อคอนเทนต์จากต่างประเทศ นำมาต่อยอดคอนเทนต์ของแกรมมี่เอง ส่งผลให้ปัจจุบันแกรมมี่มีช่องทีวีดาวเทียมที่ออกอากาศขณะนี้ 11 ช่อง
“ในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจทีวีดาวเทียมแกรมมี่ถือเป็นบริษัทที่มีจำนวนช่องให้บริการมากที่สุด เพราะเรามีคอนเทนต์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นหนังหรือละคร ซึ่งในส่วนของปีนี้จะเป็นปีที่เราเริ่มทำการค้าคอนเทนต์อย่างจริงจัง และจะพยายามให้ขาดทุนน้อยกว่าปีก่อน”
นอกจากนี้ ธุรกิจเพย์ทีวีก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่แกรมมี่ให้ความสนใจ และในเดือน มิ.ย.นี้ แกรมมี่จะลดราคากล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมระบบเอชดี จากปกติ 6,000 บาท เหลือ 2,990 บาท เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น ตั้งเป้าสิ้นปีจะมีสมาชิก 3 แสนราย จากปัจจุบัน 1 แสนราย ถือเป็นอัตราการขยายตัวที่เร็วกว่าคู่แข่งที่เคยดำเนินธุรกิจเพย์ทีวีมา โดยสิ่งที่ทำให้ไพบูลย์มั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มฐานสมาชิกได้ ส่วนหนึ่งมาจากการจับมือกับพันธมิตรทำแคมเปญการตลาดร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือ เอไอเอส ซึ่งจะจัดกิจกรรมการตลาดเกี่ยวกับ 3จี ร่วมกัน
นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 จะเริ่มขายคอนเทนต์ให้กับโอเปอเรเตอร์ต่างๆ และเพิ่มทรานสปอนเดอร์ (ช่องสัญญาณ) จากดาวเทียมไทยคม 6 อีก 6 ช่องสัญญาณ ด้วยงบลงทุน 600 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นระบบ เคยูแบรนด์ 3 และ ซียูแบรนด์ จากเดิมมีอยู่เกือบ 4 ช่อง ซึ่งทั้ง 6 ช่องจะมีทั้งระบบเอชดีและเอสดี
นับแต่เดือน ส.ค.นี้เป็นต้นไป แกรมมี่จะออกมาแข่งขันในธุรกิจทีวีดาวเทียมอย่างเต็มรูปแบบ จากความพร้อมที่เตรียมไว้ครบครัน และในปี 2557 จะเน้นบริหารคอนเทนต์ที่มีอยู่เพื่อบริหารรายได้ให้คุ้มทุนและเริ่มทำกำไรในปี 2558 โดยปี 2559 จะต้องมีรายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท
จากการแข่งขันของธุรกิจทีวีดาวเทียมที่นับวันจะเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเพย์ทีวี ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่น 4 รายหลัก คือ แกรมมี่ ทรูวิชั่นส์ ซีทีเอช และเคเบิลท้องถิ่น โดยจะแข่งขันกันด้านคอนเทนต์รายการเพื่อชิงพื้นที่โฆษณาจากฟรีทีวี ซึ่งในอีก 3 ปีคาดการณ์ว่าเม็ดเงินโฆษณาจะใกล้เคียงกับฟรีทีวีที่ปัจจุบันมีมูลค่า 56 หมื่นล้านบาท
อีกหนึ่งขาธุรกิจใหม่ที่ให้ความสำคัญ คือ ทีวีดิจิตอล ซึ่งแกรมมี่สนใจ 3 ช่องรายการ คือ เอชดี 1 ช่อง ที่จะดำเนินการเอง ขณะที่อีก 2 ช่อง คือ ช่องเอสดี และช่องเด็ก จะร่วมหุ้นกับพันธมิตร ส่วนธุรกิจ “โอช้อปปิ้ง” ที่จะครบ 1 ปี ในเดือน มิ.ย.นี้ คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 2 ปีครึ่ง
เป้าหมายของแกรมมี่ในอีก 3 ปี (2557-2559) ตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากทีวีดิจิตอล 3,000-4,000 ล้านบาท เพย์ทีวี 3,000-4,000 ล้านบาท และโฮมช้อปปิ้งเกือบ 2,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับธุรกิจดั้งเดิมแล้วเชื่อว่ารายได้รวมของแกรมมี่จะไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาทแน่นอน
เมื่อนำรายได้ของทั้ง 2 ขาธุรกิจใหม่และเก่ามารวมกัน ไพบูลย์ มั่นใจว่าในอีก 3 ปี จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ น่าจะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากธุรกิจเพลงยังคงรักษามาตรฐานรายได้การเติบโตอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เช่นเดียวกับธุรกิจในฟรีทีวี ภาพยนตร์ และดิจิตอล
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตามองสำหรับแกรมมี่ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ คือ การคลอดธุรกิจ โอทีที (Over The Top) หรือกล่องรับสัญญาณการดูทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต รวมทั้งมีแผนทำกล่องไฮบริด แซททีวี กล่องรับสัญญาณที่สามารถดูทีวีได้ทั้งระบบทีวีดิจิตอลและทีวีดาวเทียม เบื้องต้นแย้มราคาขายมาที่กล่องละ 1,500 บาท







