posttoday
ประเด็นร้อนเศรษฐกิจไทย

ประเด็นร้อนเศรษฐกิจไทย

29 พฤษภาคม 2556

นอกจากอากาศในช่วงนี้จะทำให้ร้อนกายแล้ว ยังมีเรื่องที่ทำให้ร้อนใจไม่แพ้กัน ด้วยประเด็นที่เถียงกันไม่จบและกลับมาเป็นประเด็นกดดันคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้ลดดอกเบี้ยกันอีกครั้ง หลังสภาพัฒน์เปิดเผยตัวเลขจีดีพีในไตรมาสแรกของปีงูเล็กที่กลับขยายตัวต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ คือ ขยายตัวเพียง 5.3% ต่อปี ลดลงอย่างฮวบฮาบจากระดับ 19.1% เมื่อปลายปีก่อน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของสำนักข่าวต่างชาติชั้นนำ ได้แก่ บลูมเบิร์ก รอยเตอร์ส หรือแม้แต่ตัวเลขประมาณการของแบงก์ชาติเอง ที่ประเมินอัตราการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 1/2556 ของไทยที่ 6.0% 5.7% และ 7.0% ตามลำดับ ถือว่าแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทีเดียว วันนี้ผมจึงขอใช้พื้นที่แชร์ข้อมูลบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจัดทำขึ้น เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้หลายท่านคลายร้อนลงได้บ้างครับ

นอกจากอากาศในช่วงนี้จะทำให้ร้อนกายแล้ว ยังมีเรื่องที่ทำให้ร้อนใจไม่แพ้กัน ด้วยประเด็นที่เถียงกันไม่จบและกลับมาเป็นประเด็นกดดันคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้ลดดอกเบี้ยกันอีกครั้ง หลังสภาพัฒน์เปิดเผยตัวเลขจีดีพีในไตรมาสแรกของปีงูเล็กที่กลับขยายตัวต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ คือ ขยายตัวเพียง 5.3% ต่อปี ลดลงอย่างฮวบฮาบจากระดับ 19.1% เมื่อปลายปีก่อน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของสำนักข่าวต่างชาติชั้นนำ ได้แก่ บลูมเบิร์ก รอยเตอร์ส หรือแม้แต่ตัวเลขประมาณการของแบงก์ชาติเอง ที่ประเมินอัตราการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 1/2556 ของไทยที่ 6.0% 5.7% และ 7.0% ตามลำดับ ถือว่าแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทีเดียว วันนี้ผมจึงขอใช้พื้นที่แชร์ข้อมูลบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจัดทำขึ้น เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้หลายท่านคลายร้อนลงได้บ้างครับ

โมเมนตัมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยที่แผ่วลงในช่วงต้นปี 2556 หลังจากที่เร่งตัวสูงถึง 19.1% ในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐ โดยเฉพาะมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก และบ้านหลังแรก ประกอบกับการหดตัวของแรงส่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยในหลายด้านพร้อมๆ กัน ได้แก่ การใช้จ่ายภาคครัวเรือน (1.2%), การใช้จ่ายของภาครัฐ (4.8%), การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (1.8%), การผลิตภาคอุตสาหกรรม (5.9%) เป็นต้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าภาคการส่งออกของไทยยังคงขยายตัวได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทางการค้าอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ แม้ว่าได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของค่าเงินบาท ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกก็ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเปราะบางอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะยูโรโซน สหรัฐ จีน และญี่ปุ่น ดังนั้นการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกนี้ จึงเป็นการสะท้อนภาพการกลับเข้าสู่ระดับปกติของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงประเมินสถานการณ์ในระยะต่อไปว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยน่าจะชะลอตัวต่อเนื่องมาที่ 4.3% ในไตรมาส 2 เนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจที่เป็นแกนหลักของโลกยังเปราะบางอยู่ และสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงต้นปี 2556 อาจทำให้สัญญาณการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยยังคงประกอบภาพได้ไม่สมบูรณ์มากนัก แม้ว่าค่าเงินบาทจะเริ่มอ่อนค่าลง หลังจากที่ได้ทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 16 ปี ที่ 28.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหากสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจในต่างประเทศทยอยมีสัญญาณดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2556 ขณะที่ระดับเงินบาทและอัตราเงินเฟ้อเคลื่อนไหวในกรอบที่มีเสถียรภาพ และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐผ่านแผนการลงทุนในโครงการพิเศษอื่นๆ เช่น การบริหารจัดการระบบน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีความคืบหน้าตามเป้าหมายของรัฐบาลแล้ว น่าจะมีความเป็นไปได้ที่โมเมนตัมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยจะทยอยฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสข้างหน้าอย่างแน่นอนครับ

สำหรับประเด็นด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น สัญญาณที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี และอาจต่อเนื่องมาในช่วงต้นไตรมาส 2 ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงกรอบประมาณการแนวโน้มจีดีพีทั้งปี 2556 ที่ 4.35.3% (เฉลี่ยที่ 4.8%) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผ่อนคลายของเงินเฟ้อ อาจทำให้ กนง.มีช่องว่างในการพิจารณาใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนความต่อเนื่องการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในการประชุมรอบปกติในวันที่ 29 พ.ค. 2556 นี้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2556 น่าจะอยู่ในระดับต่ำที่ 2.6% และ 1.4% ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าระดับกรอบบนของเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 3.5% อย่างไรก็ตาม หาก กนง.เลือกที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ก็อาจมีความจำป็นที่ทางการจะต้องพิจารณาดำเนินมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาวควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันเศรษฐกิจจากความเสี่ยงในการก่อตัวของภาวะฟองสบู่ จากการเก็งกำไรในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ และภาวะหนี้ครัวเรือนที่อาจก่อตัวขึ้น เมื่อคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อเนื่องในระยะถัดไป จึงต้องติดตามในวันที่ 29 พ.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นการประชุมที่หนักใจที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับ กนง.ก็ว่าได้ และคงเป็นอีกหนึ่งครั้งที่สาธารณชนจะจับตามองผลการประชุมมากที่สุด...ว่าสุดท้ายแล้ว...จะลดหรือไม่ลด (ดอกเบี้ย)

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69