
ญี่ปุ่นในพม่า
สายตาผู้คนทั่วโลกต่างจับจ้องเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อสุดสัปดาห์ เมื่อ “ชินโสะอาเบะ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เยือนเมียนมาร์เป็นเวลา 3 วัน นับเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่เดินทางเยือนประเทศนี้ในรอบ 36 ปี
สายตาผู้คนทั่วโลกต่างจับจ้องเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อสุดสัปดาห์ เมื่อ “ชินโสะอาเบะ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เยือนเมียนมาร์เป็นเวลา 3 วัน นับเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่เดินทางเยือนประเทศนี้ในรอบ 36 ปี
นอกจากการประกาศยกหนี้ให้รัฐบาลเมียนมาร์ พร้อมให้เงินกู้ก้อนใหม่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แล้ว ผู้นำญี่ปุ่นยังได้เยี่ยมชมโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาในนครย่างกุ้ง และเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัทญี่ปุ่นและเมียนมาร์ ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่จะมีทั้งท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม
“มาซากิ ทาเคฮารา” จากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) สำนักงานย่างกุ้ง บอกว่า เมื่อปีที่แล้วมีผู้บริหารญี่ปุ่นราว 4,000 คน เดินทางมาเยือนเมียนมาร์ในแต่ละเดือน ถือเป็นแหล่งเป้าหมายยอดนิยมอันดับ 2 รองจากไทย เพราะเมียนมาร์มีแรงงานราคาถูก และตลาดผู้บริโภค 60 ล้านคนที่ยังไม่เคยมีใครเข้ามาใช้ประโยชน์ จึงเป็นที่สนใจของบริษัทญี่ปุ่นมาก
นักธุรกิจญี่ปุ่นจำนวนมากพากันแห่มาเมียนมาร์ เพราะแทบจะไม่มีตลาดแบบนี้เหลืออยู่ในโลกอีกแล้ว ไม่นับรวมทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งมีความสำคัญเชิงภูมิศาสตร์ เพราะอยู่ระหว่างมหาอำนาจเอเชียทั้งอินเดียและจีน
บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งต้องการเพิ่มความหลากหลายเรื่องฐานการผลิต หลังเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายรายมีค่าแรงสูงขึ้น อย่างซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ป เพิ่งได้รับอนุญาตในเดือน ก.พ. ให้ตั้งสาขาผลิตรถบรรทุกขนาดเล็ก
ส่วนซูมิโตโมและเอ็นอีซีคอร์ป เพิ่งลงนามในสัญญาช่วยพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารในประเทศ โดยซูมิโตโมได้สิทธิยกระดับโครงข่ายการสื่อสารใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ ย่างกุ้ง เนย์ปิดอว์ และมัณฑะเลย์ เพื่อเตรียมรับการประชุมขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมียนมาร์จะเป็นเจ้าภาพในปีหน้า
ส่วนมิตซุย แอนด์ โค. เตรียมนำเข้าข้าวจากเมียนมาร์ 5,000 ตัน และบริษัทยังเตรียมลงทุน 147 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งโรงสีข้าว 3 แห่งในเมียนมาร์ รองรับการสีข้าว 3 แสนตันต่อปี สำหรับตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา
เขตเศรษฐกิจติละวาเป็นหัวใจสำคัญที่ภาคธุรกิจญี่ปุ่นรอให้เกิดขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากบริษัท มิตซูบิชิ มารุเบนิ และซูมิโตโม ที่ร่วมพัฒนาโครงการท่าเรือติละวา บรรดาเจแปน อิงค์ หลายรายต่างรอความพร้อมมากกว่านี้ เพราะระบบไฟฟ้า ประปา และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ยังค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังรอจังหวะก่อน ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอที่เน้นใช้แรงงานเข้มข้น สามารถเข้าไปลงหลักปักฐานได้ก่อน







