posttoday
g=njvdo'.syjofvdg[uhp]'coj

g=njvdo'.syjofvdg[uhp]'coj

28 พฤษภาคม 2556

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 29 พ.ค.นี้ มีโอกาสมากขึ้นที่ กนง.จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถรักษาจังหวะการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการชะลอลงของการใช้จ่ายในประเทศหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 29 พ.ค.นี้ มีโอกาสมากขึ้นที่ กนง.จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถรักษาจังหวะการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการชะลอลงของการใช้จ่ายในประเทศหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ

“สัญญาณการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2556 อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ กนง. พิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อเป็นหลักประกันในการสนับสนุนแรงส่งการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า” เอกสารเผยแพร่ ระบุ

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าภาคการส่งออกของไทยยังคงขยายตัวได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทางการค้าอื่นๆ แม้ว่าได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของค่าเงินบาท โดยเห็นได้จากการส่งออกของประเทศคู่แข่งทางการค้า เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ในช่วงไตรมาส 1/2556 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มีการขยายตัวต่ำกว่าประเทศไทย

นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียมาจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ ไม่ได้เป็นผลมาจากทิศทางค่าเงินที่แข็งขึ้นเป็นการเฉพาะ ดังนั้น หาก กนง.พิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงก็น่าจะเป็นไปเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศมากกว่าตอบโจทย์การดูแลค่าเงินบาท อีกทั้งการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทน่าจะขึ้นอยู่กับทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นหลัก

ขณะที่การส่งสัญญาณถึงการชะลอขนาดการซื้อสินทรัพย์ของเฟดที่ผ่านมา อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องจับตามอง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดอาจจะส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินต่างๆ รวมทั้งเงินบาทให้อ่อนค่าลง

ขณะที่แรงกดดันต่อการขยายตัวของยูโรโซนจากมาตรการรัดเข็มขัดก็อาจเป็นปัจจัยให้ กนง.ให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า โดยพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 2.75% เป็น 2.5% หรือปรับลดลง 0.25%

การปรับเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อเป็นหลักประกันว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งเพียงพอที่จะสนับสนุนความต่อเนื่องของการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่คลายตัวลงอาจทำให้ กนง.มีช่องว่างในการพิจารณาใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนความต่อเนื่องการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีอยู่มาก โดยแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้น่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าหากอัตราดอกเบี้ยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินและเศรษฐกิจในระยะยาว โดยอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ติดลบจะกระทบต่อการออมของภาคครัวเรือน และเพิ่มความเสี่ยงด้านปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแนวทางการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินของทางการและการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการบริโภคของสังคมชนชั้นกลางที่ขยายตัวขึ้น

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว