
จับตาทิศทางค่าเงินบาท
เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ มีการแข็งค่าสูงสุดในรอบหลายปี โดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทถัวเฉลี่ยช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แข็งค่าสูงสุดถึง 28.66 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเมื่อเปรียบเทียบกับปลายปี 2555 แข็งค่าไปถึง 6.33%
เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ มีการแข็งค่าสูงสุดในรอบหลายปี โดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทถัวเฉลี่ยช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แข็งค่าสูงสุดถึง 28.66 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเมื่อเปรียบเทียบกับปลายปี 2555 แข็งค่าไปถึง 6.33%
แต่ในช่วงกลางเดือน พ.ค. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทมีการอ่อนค่าเฉลี่ย 29.7 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ณ วันที่ 22 พ.ค. 2556 ถัวเฉลี่ยอยู่ที่ 29.928 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) โดยการอ่อนค่าของเงินบาทไทยในช่วงกลางเดือน พ.ค.นั้น เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนปลายปีที่แล้ว (4 เดือนครึ่ง) แข็งค่าลดลงเหลือ 2.9% แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปี 2556 เงินบาทแข็งค่ากว่ามากเช่น ริงกิตมาเลเซียแข็งค่าเฉลี่ย 2.38% ส่วนเหรียญสิงคโปร์อ่อนค่าเฉลี่ย 1.31% เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าเฉลี่ย 14.43% เงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าเฉลี่ย 1.11% ขณะที่เงินหยวนของจีนแข็งค่าเฉลี่ย 1.43%
ถามว่าเงินบาทแข็งค่ากระทบกับการส่งออกและเศรษฐกิจไทยหรือไม่? ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า การที่เงินบาทแข็งค่ามีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะ 1) ภาคการนำเข้า ก็จะได้รับผลในทางบวก2) ขณะที่ด้านการส่งออก ปัจจัยจากเงินบาทแข็งค่าคงเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบ แต่ยังขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (Demand) ความต้องการของประเทศผู้ซื้อเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่งประเทศผู้นำเศรษฐกิจของโลก เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตด้านการเงินลุกลามไปจนเศรษฐกิจชะลอตัว เกิดสภาวะเงินฝืด และการว่างงาน จนประเทศเหล่านั้นต้องอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบ (Quantitative Easing) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการฟื้นตัว
จากปัจจัยซึ่งกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเงินบาทที่แข็งค่าบวกกับวิกฤตเศรษฐกิจของโลก จะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกในปีนี้อย่างชัดเจน อาจทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง 4.3-4.5 แสนล้านบาท อีกทั้งเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีการถดถอย การที่ JCB หรือธนาคารกลางญี่ปุ่น กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเงิน จนทำให้เงินเยนอ่อนค่ามากผิดปกติ ทำให้การส่งออกไปในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนในภาคการส่งออกของไทย 10.5% อาจมีผลกระทบจากราคาขายเมื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินเยน และเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอย ในอียูซึ่งไทยมีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 9.5%
แล้วทิศทางค่าเงินบาทจะไปทางไหน? จากการประเมินร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการเงิน เห็นว่าแนวโน้มเงินบาทยังคงมีความผันผวน โดยเฉพาะในปลายไตรมาส 2 ต่อไปถึงต้นไตรมาส 3 โดยมีเหตุผลจากกระแสการที่เฟด (FED) อาจยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE 3) เร็วกว่ากำหนด ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวเล็กน้อย ซึ่งย่อมกระทบต่อกระแสเงินไหลเข้าและต่อความผันผวนของเงินบาทและเงินสกุลอื่นในภูมิภาค จนทำให้มีเม็ดเงินไหลออกเข้ามาในภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศเอเชีย ซึ่งสภาวะเศรษฐกิจยังไปได้ และดูเหมือนว่าต่างชาติจะเชื่อเครดิตประเทศไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีเงินทุนเคลื่อนย้าย (Cash Inflow) เข้ามาลงทุนในตราสารหนี้และตลาดทุน โดยมีพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยและพันธบัตรของรัฐบาลเป็นเป้าหมายรวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยสูงกว่าประเทศ จี3 ค่อนข้างสูง เฉลี่ย 33.1%
ดังนั้น แนวโน้มในไตรมาส 2 ต่อไตรมาส 3 ยังคงมีกระแสเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากตลาดอนุพันธ์ ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน ถึงแม้ว่าในช่วงกลางถึงปลายเดือน พ.ค. เงินบาทไทยค่อนข้างมีเสถียรภาพในทิศทางที่แข็งค่าเล็กน้อยที่ 2.9% จากที่ก่อนหน้านี้แข็งค่าเฉลี่ย 6.33% (เทียบจากปลายปี 2555) เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นประเทศไทยและสถาบันการเงินของไทย อย่างไรก็ตามต้องติดตามทิศทางความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทและเงินสกุลอื่นของภูมิภาคอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย







