
ผ้าไทยดีไซน์อินเตอร์
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
หลายภาคส่วนกำลังปรับตัวเพื่อรองรับการรวมตัวสู่ประชาคมอาเซียน รวมถึงแวดวงนักออกแบบแฟชั่นและผ้าไทย ที่ไม่เพียงปรับตัวรับอาเซียน แต่มองไกลสู่ระดับสากล
วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เล่าถึงการโกอินเตอร์ของดีไซเนอร์และผ้าไทยว่า กระทรวงพยายามส่งเสริมเรื่องนี้ โดยจัดประกวดนักออกแบบรุ่นใหม่ในโครงการ “จากเส้นใยสู่ภูมิปัญญา จากภูมิปัญญาสู่อาภรณ์” ซึ่งสนับสนุนให้ผู้ประกวดใช้ผ้าไทย และปีนี้จัดเป็นปีที่ 3 แล้ว ผู้ที่ได้รางวัล 13 และรางวัลพิเศษด้านงานฝีมือ จะได้โชว์ผลงานในงานแอล บางกอก แฟชั่น วีค
โจทย์ในการประกวดกำหนดให้ใช้ผ้าไทยเป็นองค์ประกอบ นอกนั้นเปิดกว้างหมด เพื่อให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ติดกรอบ ผู้ที่ชนะเลิศจะได้เงินรางวัล 2.5 แสนบาท และมีโอกาสได้เข้าทำงานกับแบรนด์แฟชั่นดังๆ รวมถึงสร้างแบรนด์ของตัวเอง
ผู้ที่ชนะการประกวดในปีนี้ยังมีโอกาสได้ไปดูเทศกาลแฟชั่นที่ฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกด้วย เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้เกิดแรงบันดาลใจ และรู้ว่าโลกแฟชั่นอีกฟากเป็นอย่างไร รวมถึงได้มีโอกาสรู้จักและสร้างเครือข่ายกับบรรณาธิการนิตยสารต่างๆ
ในปีนี้ได้ร่วมกับนิตยสารโว้กจัดนิทรรศการและแฟชั่นโชว์ในช่วงต้นเดือนก.ย. แต่ยังประสานเรื่องรายละเอียดอยู่ และไฮไลต์อยู่ที่เชิญดีไซเนอร์อาเซียน+3 ซึ่งจะนำร่องด้วยดีไซเนอร์จากญี่ปุ่น ให้ออกแบบโดยใช้ผ้าไทยจากมูลนิธิศิลปาชีพ และนำผลงานมาจัดแสดงร่วมกับนักออกแบบไทย
เมื่อปีที่แล้วได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดงานแฟชั่น “ภูมิปัญญาผ้าไทย ดีไซน์อาเซียน” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยเชิญดีไซเนอร์ 10 ประเทศ ซึ่งมี 7 ประเทศอาเซียน (ไม่รวมบรูไน เมียนมาร์ และกัมพูชา) บวก 3 ประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งจัดส่งผ้าไทยจากแหล่งต่างๆ ไปให้ดีไซเนอร์ออกแบบ และจัดแสดงผลงานร่วมกัน
น่าสนใจว่า ดีไซเนอร์บางคนกลับมาเที่ยวเมืองไทย บ้างก็กลับมาซื้อผ้าและวัสดุจากเมืองไทยกลับไปใช้ผสมผสานกับวัสดุในท้องถิ่นของตัวเอง อย่างดีไซเนอร์จากมาเลเซีย Eric Choong ที่มาบ่อย เพื่อซื้อวัสดุจากไทยไปใช้ผสมผสานทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ในฐานะดีไซเนอร์เจ้าของรางวัลชนะเลิศ Mango Fashion Awards ปี 2012 เวทีแฟชั่นจากสเปน วิชระวิชญ์ มองว่า การส่งเสริมผ้าไทยในอาเซียนยังต้องใช้เวลา แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและสิ่งที่ได้จะกว้างกว่าอาเซียน ยกตัวอย่างผ้าไหม คนไทยจะอัดผ้ากาว แต่ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นจะปล่อยตามธรรมชาติ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ สไตล์ญี่ปุ่นทั้งที่วัสดุเป็นไทย ซึ่งก็ต้องผลักดันอย่างต่อเนื่อง
กระแสผ้าไทยเป็นที่นิยมมากขึ้น ช่วงปีนี้หาผ้าค่อนข้างยาก เพราะมีการรณรงค์จากคณะรัฐมนตรี และแต่ละจังหวัดใช้ผ้าท้องถิ่นในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ขณะที่ดีไซเนอร์ไทยพยายามใส่กลิ่นอายความเป็นไทย เช่น ใช้ลายผ้าขาวม้าซึ่งก็เป็นการสอดแทรกความเป็นไทยในคอลเลกชั่นที่ออกแบบ
กระทรวงพยายามกระตุ้นให้นักออกแบบรุ่นใหม่ๆ หันมาใช้ผ้าไทยโดยสมัครใจ ซึ่งเด็กรุ่นใหม่มีศักยภาพที่จะนำไปประยุกต์ใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าไทย 100%
หลังจากนี้มีแผนจะเปิดรับสมัครนักออกแบบจากโครงการประกวดทั้ง 3 รุ่น ลงไปทำงานร่วมกับชาวบ้านที่ทอผ้า เพื่อให้เรียนรู้ไปพร้อมกัน ดีไซเนอร์ก็จะได้ผ้าที่ถูกใจ ทั้งรูปแบบและการย้อมสีธรรมชาติ รวมทั้งเด็กรุ่นใหม่จะได้รู้กระบวนการทอผ้า ซึ่งอาจต่อยอดและประยุกต์วัสดุในท้องถิ่นได้ เบื้องต้นคัดเลือกแหล่งผลิตผ้าที่แม่ฟ้าหลวงและ อ.ชนบท จ.ขอนแก่น
เมื่อเปิดอาเซียน ตลาดน่าจะบูมขึ้น เพราะการท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนจะมากขึ้น ดีไซเนอร์จึงต้องทำการบ้านหนักขึ้น โอกาสเปิดกว้าง คนที่มีความสามารถก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง ดีไซเนอร์ต้องรู้เขารู้เรา พยายามนำเอกลักษณ์ของตัวเองที่คนอื่นไม่สามารถทำได้มาใช้ รวมถึงต้องให้ความสำคัญเรื่องราคาและการตลาด
ขณะเดียวกันก็อาจทำให้การแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์จากสิงคโปร์และมาเลเซียค่อนข้างโดดเด่น ซึ่งสิงคโปร์มีการสนับสนุนที่ชัดเจน มีการจัดงานด้านการออกแบบและศิลปะมาก รวมทั้งดึงคนเก่งๆ ไปทำงาน
แบรนด์ไทยบางรายมีลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อย่างแบรนด์ วันเดอร์ อะนาโตมี (Wonder Anatomie) ของ “เฉลิมเกียรติ คติเกษมเลิศ” ซึ่งเข้าร่วมโครงการประกวดรุ่นแรก ก็มีสไตล์ที่โดนใจกลุ่มลูกค้าอาเซียน







