
กลุ่มพาณิชย์กำไรโต25%
บลจ.กรุงไทยออกกองอีทีเอฟลุยลงทุน‘เอเซียพลัส’เผยผลตอบแทนดีต่อเนื่อง
บลจ.กรุงไทยออกกองอีทีเอฟลุยลงทุน‘เอเซียพลัส’เผยผลตอบแทนดีต่อเนื่อง
KTAM ส่งกองใหม่ลงทุนหุ้นพาณิชย์ ชูผลตอบแทนโตต่อเนื่อง“เอเซียพลัส” คาดปีนี้กำไรเกิน 25%
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า บริษัทยังรุกตลาดกองทุนอีทีเอฟอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันเป็นผู้นำตลาด โดยมี 6 กองทุน มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท จากทั้งระบบมีจำนวน 15 กองทุน และระหว่างวันที่ 27-31 พ.ค. 2556 เตรียมเสนอขายกองทุนเปิด KTAM SET Commerce ETF Tracker (ECOMM) มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท
กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีหมวดธุรกิจพาณิชย์ ประกอบด้วยหุ้น 16 บริษัท เพื่อให้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นใกล้เคียงกับดัชนีหุ้นกลุ่มพาณิชย์มากที่สุด และ ณ วันที่ 30 เม.ย. 2556 มีมูลค่าตลาดคิดเป็น 9.10% ของดัชนีตลาดรวม ซึ่งช่วงที่ผ่านมาดัชนีหุ้นกลุ่มพาณิชย์ให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทยมาตลอด โดยกองทุนมีนโยบายจ่ายปันผลไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 11 มิ.ย. 2556 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เป็นผู้ดูแลสภาพคล่อง
นอกจากนี้ในเดือน มิ.ย.นี้ บริษัทยังมีแผนออกกองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในดัชนีธุรกิจกลุ่มสื่อสาร (ICT) เพื่อให้นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวสามารถใช้ในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟในประเทศกองสุดท้ายและคงต้องหากองทุนอีทีเอฟต่างประเทศเป็นทางเลือกให้นักลงทุนเพิ่มขึ้น
นายสมชัย กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนอีทีเอฟในไทยยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก เนื่องจากพบว่านักลงทุนที่จองซื้อในช่วงไอพีโอเมื่อขายทำกำไรแล้วไม่กลับเข้ามาลงทุนอีก ส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนจองซื้อครั้งแรกที่ธนาคาร แต่เมื่อเข้าตลาดแล้วต้องมาซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งนักลงทุนอาจไม่คุ้นชิน
“เราได้มีการหารือเรื่องนี้กับตลาดหลักทรัพย์แล้วคงจะเน้นให้ความรู้ความเข้าใจกับนักลงทุนมากขึ้นและยังมองว่าหากเปิดให้ธนาคารเป็นตัวกลางส่งคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนอีทีเอฟแล้วส่งต่อไปยังโบรกเกอร์จะส่งเสริมให้กองทุนอีทีเอฟเติบโตได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งพบว่านักลงทุนสถาบันยังไม่ค่อยเข้ามาลงทุนในอีทีเอฟมากนัก ทั้งที่เป็นเครื่องมือบริหารการลงทุนได้” นายสมชัย กล่าว
นายกวี มานิตสุภวงษ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยไทย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า ปัจจุบันดัชนีกลุ่มธุรกิจพาณิชย์แบ่งเป็นหุ้นที่ประกอบธุรกิจโมเดิร์นเทรดประมาณ 80% และธุรกิจแฟรนไชส์และค้าขายประมาณ 20% โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มนี้เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 30% ต่อปี แม้ปัจจุบันสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) จะสูงประมาณ 30 เท่า แต่ก็ใกล้เคียงกันกับหุ้นในกลุ่มเดียวกันในภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้แนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิในกลุ่มนี้จะไม่ต่ำกว่า 25% ในปีนี้ และเติบโตได้ต่อเนื่องในระดับนี้ จึงถือว่าดัชนีหุ้นกลุ่มนี้ยังไม่แพงเมื่อมองไปในอนาคต และที่ผ่านมาดัชนีหุ้นกลุ่มพาณิชย์จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมาตลอด ในช่วง 3 ปีย้อนหลังให้ผลตอบแทนประมาณ 400% ซึ่งมั่นใจว่าในปีนี้จะให้ผลตอบแทนได้ไม่ต่ำกว่า 20%
“แม้หุ้นกลุ่มนี้อาจมีอัตราเงินปันผลไม่มากนักประมาณ 23% แต่ให้ผลตอบแทนในแง่ของส่วนต่างราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงมาก และหากเทียบกับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปีนี้มีโอกาสถึง 1,800 จุด ก็มีส่วนต่างที่ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นได้” นายกวี กล่าว
สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยหากปรับลดลงยิ่งส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ทำให้ต้นทุนของบริษัทในกลุ่มลดลงจากต้นทุนดอกเบี้ย ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่กู้เงินเพื่อขยายสาขาเพิ่ม รวมถึงการขยายสาขาไปยังต่างจังหวัดและต่างประเทศจะหนุนให้หุ้นกลุ่มนี้เติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ดอกเบี้ยที่ลดลงทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐ
สำหรับปัจจัยเสี่ยงของหุ้นกลุ่มนี้อยู่ที่การขยายสาขาของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้นจากกฎหมายผังเมืองที่ทยอยมีผลบังคับใช้ในจังหวัดต่างๆ แต่ประเด็นนี้ผู้ประกอบการก็ปรับตัวโดยลดขนาดพื้นที่ลง รวมถึงโอกาสเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ประกอบการต่างประเทศรายใหม่ แต่ปัจจุบันทำเลที่ดีส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยผู้ประกอบการรายเดิมเป็นจำนวนมากแล้ว







