
สารพัดปัจจัยบวกหนุนบจ.กำไรโตดี
บิ๊กตลาดหุ้นเปิดเหตุผลกำไร บจ.โตดี การเมืองนิ่ง ภาษีลดลง เงินบาทแข็งลุยซื้อเครื่องจักรลดต้นทุน
บิ๊กตลาดหุ้นเปิดเหตุผลกำไร บจ.โตดี การเมืองนิ่ง ภาษีลดลง เงินบาทแข็งลุยซื้อเครื่องจักรลดต้นทุน
นายชนิตร ชาญณรงค์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยสนับสนุนให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในงวดไตรมาสแรกปี 2556 มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่นิ่ง ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนรวมถึงการท่องเที่ยวเติบโตดี
นอกจากนี้ นโยบายการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากอัตรา 23% เหลือ 20% ของกำไรสุทธิก็เป็นปัจจัยสนับสนุนด้วย
สำหรับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มการลงทุนในเรื่องของเครื่องจักร เพื่อเพิ่มการผลิตท่ามกลางความต้องการที่มีมากขึ้น แม้ว่าค่าแรงจะเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายก็ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยในการผลิตลดลงและความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น
“ผู้ประกอบการมีความสามารถในการปรับตัวได้เป็นอย่างดี หลังจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจต่างประเทศ เหตุการณ์การเมือง และน้ำท่วม” นายชนิตร กล่าว
หากพิจารณาลงในรายละเอียดจะพบว่า บจ.จำนวน 83.52% ของบริษัททั้งหมดมีกำไรสุทธิ นับเป็นสัดส่วนระดับสูง และการเพิ่มขึ้นของกำไรไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่กระจายตัวไปในทุกกลุ่มธุรกิจทั้งกลุ่มการเงินและภาคการผลิตจริง
สำหรับหมวดธุรกิจที่มีผลงานเติบโตโดดเด่น คือ กลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน (ธนาคาร เงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ รวมถึงบริษัทประกัน) ยานยนต์ พาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การแพทย์ โดยธุรกิจเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศเป็นหลัก
นอกจากนี้ ฐานะการเงินของ บจ.ยังอยู่ในระดับที่ดีด้วย ดูจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนหรือดี/อี (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) ปัจจุบันอยู่ที่ 1.29 เท่า เปรียบเทียบกับสมัยช่วงวิกฤตปี 2540 ที่อยู่ประมาณ 5 เท่า และมีแนวโน้มลดลง แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังมีวินัยทางการเงินสูง
สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องค่าแรง การชะลอตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศ และการแข็งค่าเงินบาท พบว่าหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนยอดขายและกำไรต่อภาพรวมผลประกอบการของ บจ.เพียงแค่ 11.39% และ 8.63% ซึ่งถือว่าไม่มากและไม่มีนัยสำคัญอะไร
ทั้งนี้ ยังพบว่ามี บจ.8 แห่ง ที่มีสถิติยอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกไตรมาสตั้งแต่ไตรมาสแรก ปี 25552556 คือ บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) บริษัท แปซิฟิกไพพ์ (PAP) บริษัท พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT) บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และบริษัท ฐิติกร (TK)







