posttoday
ยุคทองไอที-วิศวะพัฒนาธุรกิจ

ยุคทองไอที-วิศวะพัฒนาธุรกิจ

22 พฤษภาคม 2556

“ถ้าตอนนี้ดิฉันมีลูก ดิฉันคงอยากให้ลูกเรียนสายไอที วิศวะ หรือสายแพทย์”

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

“ถ้าตอนนี้ดิฉันมีลูก ดิฉันคงอยากให้ลูกเรียนสายไอที วิศวะ หรือสายแพทย์”

นี่คือคำพูดของ สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) ต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคต เมื่อไทยก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

เธอฉายภาพว่า ในระยะแรกตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านต่างๆ เช่น วิศวกร ช่างฝีมือ เพราะทุกประเทศกำลังเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยตอนนี้ความต้องการวิศวกรทั่วอาเซียนเติบโตขึ้นถึง 20%

กลุ่มถัดมาที่ตลาดเติบโตมาก คือ กลุ่มไอที เพราะบริษัทต่างๆ ต้องการคนเข้าไปช่วยวางระบบ อำนวยความสะดวกในการทำงาน รวมถึงสร้างช่องทางธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่องค์กร รองรับการขยายตัวของธุรกิจ

แต่อาชีพที่ “เซอร์ไพรส์” เธอมากที่สุด คือ อาชีพในกลุ่มพัฒนาธุรกิจ จากการสำรวจของบริษัทจัดหางานบอร์เดอร์เลส ทาเล้นท์ โซลูชั่น ในเครือแมนพาวเวอร์กรุ๊ป พบว่า แต่ละบริษัทต้องการอาชีพกลุ่มดังกล่าวไปช่วยเสริมทัพ ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ธุรกิจลงทุนในต่างประเทศ ไปจนถึงการพัฒนาและวิจัยสินค้า หรือบริการของบริษัทจนแข็งแกร่งพร้อมก้าวออกไปลงทุน

ตลาดที่กว้างขึ้น ย่อมทำให้สิ่งที่องค์กรต่างๆ คาดหวังจากบุคลากรทุกอาชีพสูงขึ้นตามไปด้วย เธอให้คำแนะนำสำหรับแรงงานที่จะปรับตัวเพื่อรับมือประชาคมอาเซียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ว่าจะต้องมีความครบเครื่องทั้ง “ทักษะหลัก” และ “ทักษะรอง”

ทักษะหลักในความเห็นของเธอประกอบด้วย 1.ภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนของคนไทยตั้งแต่ระดับทั่วไปจนถึงระดับผู้บริหาร เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กๆ 2.ทักษะฝีมือเฉพาะด้าน เช่น ฝีมือแรงงาน การใช้เครื่องจักร

3.ความสามารถด้านเทคโนโลยี เพราะอนาคตจะเข้าสู่โลกที่ทุกคนต้องสามารถทำงานที่ไหนก็ได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ก้าวข้ามข้อจำกัดนั้น และ 4.ความสามารถทางธุรกิจ คือต้องรู้จักธุรกิจของตัวเองและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ขณะที่ทักษะรองประกอบด้วยสิ่งที่เกี่ยวกับทัศนคติ เช่น การปรับตัว มนุษยสัมพันธ์ ความยืดหยุ่น ความเป็นมืออาชีพ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ไม่ว่าคนในอาชีพใดๆ ก็จะมองข้ามไม่ได้

หากเจาะแยกรายกลุ่มลงไป พบว่าในกลุ่มบุคลากรที่ต้องการออกไปทำงานต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่ทั้งบริษัทไทยที่กำลังหาบุคลากรไปทำงานต่างประเทศและบริษัทต่างประเทศต้องการคนไปทำงานที่เห็นตรงกันคือ ต้องมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า35 ปี

“ประสบการณ์นับเป็นปัจจัยสำคัญมากที่องค์กรใช้คัดเลือกคนออกไปทำงานต่างประเทศ สังเกตว่าที่ผ่านมาช่วงอายุเฉลี่ยของบุคลากรไทยที่ออกไปทำงานในอาเซียนอยู่ที่ 2845 ปี กลุ่มเด็กจบใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้หาประสบการณ์ในประเทศไปก่อน”

สำหรับตลาดแรงงานในอนาคต ผู้ประกอบการในประเทศจะต้องงัดกลยุทธ์ออกมาแข่งกับต่างชาติในการดึงบุคลากร เช่น การส่งเสริมโอกาสเติบโตในสายงานของบุคลากร การจัดสวัสดิการให้ทัดเทียมมาตรฐานต่างชาติ เช่น การลดภาระครอบครัว การจ่ายเงินเดือนอย่างเหมาะสม

ขณะที่แรงงานระดับล่างจะกลายเป็นกลุ่มที่ขาดแคลนในตลาดโลก ไทยเองมีแนวโน้มจะต้องใช้แรงงานไร้ฝีมือจากเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชามากขึ้น บริษัทต่างๆ จึงต้องหาทางรับมือสถานการณ์การแย่งชิงแรงงานระดับล่างด้วย

“ตอนนี้ทุกประเทศไม่ได้หาคนแค่ในจุดที่ตัวเองยืนอยู่อีกแล้ว ทั้งแรงงานและผู้ประกอบการต่างต้องปรับตัวทั้งสิ้น” สุธิดาย้ำ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69