
ความสามัคคีใน กสทช.
แม้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีทั้งหมด 11 คน แต่เป็นที่รู้กันในทางพฤตินัยว่า 3 ใน 11 อรหันต์ กสทช.นั้น เป็นเสียงข้างน้อยที่คอยทำหน้าที่คัดค้านการทำงานของเสียงข้างมาก
แม้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีทั้งหมด 11 คน แต่เป็นที่รู้กันในทางพฤตินัยว่า 3 ใน 11 อรหันต์ กสทช.นั้น เป็นเสียงข้างน้อยที่คอยทำหน้าที่คัดค้านการทำงานของเสียงข้างมาก
ส่งผลให้ภาพการทำงานของ กสทช.ขณะนี้ ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีของความสามัคคีและการทำงานร่วมกันภายใต้รูปแบบที่เรียกว่ามติบอร์ดเลยสักนิด
เพราะหากสังเกตทุกครั้ง จะพบว่ากรรมการเสียงข้างน้อยจะออกมาแสดงความคิดเห็นสวนทางและไม่เห็นด้วยกับมติบอร์ดที่ออกมาแทบจะทุกครั้ง หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลง
จนอดแปลกใจไม่ได้ว่า เหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกลายเป็นภาพความแตกแยกภายในบอร์ด และการแบ่งฝ่าย ระหว่างเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อยเสมอ
จึงเกิดคำถามว่า แล้วคำว่า “มติบอร์ด” ที่จบลงคืออะไร ในเมื่อได้ข้อสรุป หรือได้ข้อยุติในประเด็นต่างๆ แล้ว ควรถูกยอมรับหรือไม่
เนื่องจากหากยิ่งพูดกันไปคนละอย่าง ก็ยิ่งทำให้ภาพการทำงานของ กสทช. ที่ควรจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคมอันทรงพลัง ดูและทำให้อุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมนาคมขับเคลื่อนไปข้างหน้า กลับขาดพลังของความสามัคคีแบบ “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” กลายเป็นความร้าวฉาน แบ่งฝ่ายแบ่งข้าง สร้างความสับสนให้กับผู้รับข่าวสารมากขึ้นทุกวัน
จริงอยู่ที่ว่า ทุกคนมีสิทธิแสดงความเห็นของตัวเองในรูปแบบต่างๆทั้งทางวาจาหรือตัวอักษร ทั้งช่องทางปกติหรือช่องทางบนโลกไซเบอร์แต่ควรมีลิมิตในการแสดงคิดความเห็นที่เหมาะสม
และที่สำคัญควรตระหนักถึงบทบาทของตัวเองว่าอยู่ในจุดไหนอย่างไร สมควรที่จะทำลายภาพลักษณ์ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่อยู่หรือไม่
ขณะที่กรรมการ กสทช. ทั้งหมดก็ควรกำกับดูแลกันเองก่อนที่จะไปกำกับดูแลคนอื่น ทำนองว่าก่อนที่จะไปกวาดบ้านให้คนอื่น หรือไปดูว่าบ้านคนอื่นรกรุงรังแค่ไหน ก็ควรจะทำความสะอาดบ้านตัวเองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเสียก่อน
กสทช.เองก็เช่นกัน ก่อนที่จะออกหลักเกณฑ์ใดๆ มาให้คนอื่นปฏิบัติตาม ก็ควรเคลียร์ปัญหาภายในให้จบลง ทำให้การทำหน้าที่เป็นปึกแผ่น
เพราะความคิดเห็นที่สวนทางกันไปมานั้น นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมแล้ว ยังเท่ากับเป็นการทำลายภาพลักษณ์ กสทช.เองว่าไม่สามารถให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้ กระทบต่อความน่าเชื่อถือและความมั่นใจของผู้ปฏิบัติอีกด้วย
อย่าลืมว่าทั้ง 11 คน ที่เข้ามาทำหน้าที่ผ่านการคัดเลือกทางสภาผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับความไว้วางใจ เป็นความหวังที่จะผลักดัน หรือพลิกโฉมอุตสาหกรรมให้มีศักยภาพ มีพลังที่จะนำพาประเทศไปแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้
ดังนั้น ควรทำหน้าที่ของตัวเองให้สมกับที่เป็นความหวังของอุตสาหกรรม ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจว่าทั้ง 11 คนจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ให้ส่วนรวม ให้สมกับที่ได้รับการตั้งสมญานามว่า 11 อรหันต์
อย่าให้ภาพลักษณ์ กสทช. ออกมาเป็นเรื่องของความคิดเห็นแตกแยก ไร้ความน่าเชื่อถืออย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยว่าหากลำพังแค่ 11 คน ยังกำกับดูแลกันเองให้อยู่ในกฎระเบียบ หรือบรรทัดฐานที่ควรจะเป็นไม่ได้ ก็อย่าได้คิดที่จะไปกำกับดูแลอุตสาหกรรมระดับแสนล้านเลย







