
สถาปนิกยุคเออีซีเปิดศึก 'มาตรฐาน-ความร่วมมือ'
การเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพสถาปนิกเสรีหลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เป็นโจทย์ที่ท้าทายตั้งแต่ระดับ “ปัจเจกบุคคล” จนถึง “นิติบุคคล” ในวิชาชีพ ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศนับจากนี้
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
การเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพสถาปนิกเสรีหลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เป็นโจทย์ที่ท้าทายตั้งแต่ระดับ “ปัจเจกบุคคล” จนถึง “นิติบุคคล” ในวิชาชีพ ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศนับจากนี้
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานสัมมนาหัวข้อ “การปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมในอนาคตในเออีซี” โดย บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสำนักเจรจาการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ บอกว่า การจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่ว่าธุรกิจใด วิชาชีพใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือ “มาตรฐาน” โดยเฉพาะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเสรี หรือกลุ่มธุรกิจที่ไทยตั้งเป้าว่าจะเป็น “ศูนย์กลาง” เพราะมาตรฐานจะเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญให้คนเข้ามาเลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการธุรกิจของเรา ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องกีดกันไม่ให้ชาติอื่นเข้ามาชิงตลาดได้ง่ายด้วย
นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดด้วยเสมอ เช่น การทำงานร่วมกับชาวอาเซียน หรือออกไปทำงานในอาเซียน ห้ามคิดว่าหากทำไม่ดีหรือทำพลาดแล้วเขาจะไม่ฟ้องเรา เพราะเป็นคนอาเซียนด้วยกัน การจะลงมือทำธุรกิจในอนาคตต้องมีทั้งมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานธุรกิจอยู่เสมอ
สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่า บริษัทข้ามชาติ นอกอาเซียนจะเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ กลายเป็นบริษัทสิงคโปร์ แล้วใช้สิทธิ “ธุรกิจที่เป็นตัวเป็นตน” เข้าไปลงทุนในประเทศอาเซียนอื่น รวมถึงไทยด้วยนั้น ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “ธุรกิจที่เป็นตัวเป็นตน” ไว้ชัดเจนแล้ว โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเป็นผู้ตัดสินว่าบริษัทใดจะมีสิทธิเข้ามาลงทุน
ขณะที่ ดวงฤทธิ์ บุนนาค ประธานอนุกรรมการฝ่ายต่างประเทศ สภาสถาปนิก และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค วิเคราะห์ว่า บริษัทสถาปนิกสิงคโปร์เกือบทุกแห่งได้รับมาตรฐานไอเอสโอ แต่บริษัทสถาปนิกของไทยน้อยมากที่ได้รับมาตรฐานแล้ว ทั้งที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้บริษัทสถาปนิกไทยแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้ ในส่วนของบริษัทเองตั้งเป้าว่าจะต้องได้ไอเอสโอก่อนเปิดเออีซีในปี 2558
ความร่วมมือระหว่างกันเป็นอีกเรื่องที่สำคัญในการก้าวสู่เออีซี จากข้อตกลงของสภาสถาปนิกอาเซียน (ASEAN Architect Council) ระบุให้สถาปนิกที่เคลื่อนย้ายไปทำงานในประเทศอื่น ทั้งบุคคลหรือนิติบุคคล ต้องทำงานร่วมกับสถาปนิกท้องถิ่นด้วย อยากให้ความร่วมมือดังกล่าวไม่ใช่ความสัมพันธ์ฉาบฉวย สถาปนิกทั้งสองประเทศควรทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่ร่วมมือกันทางนิตินัย เพราะอาจเกิดปัญหาตามมา
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเข้ามาของสิงคโปร์อาจเป็นการเข้ามาตั้งบริษัทในไทย โดยใช้วิธีถือหุ้นในสัดส่วนตามกฎหมาย แล้วจ้างสถาปนิกไทยเข้ามาทำงาน จึงเป็นโอกาสของสถาปนิกไทยระดับบุคคลและเป็นแรงกระตุ้นให้ระดับนิติบุคคลต้องเร่งปรับตัว สร้างมาตรฐาน และหาแรงจูงใจในการดึงสถาปนิกไทยเอาไว้ ขณะเดียวกันปริมาณและขนาดของงานจะเป็นตัวบีบให้บริษัทสถาปนิกใหญ่ขึ้นด้วย
ด้าน ล่องลม บุนนาค ประธานกรรมการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) บอกว่า สถาปนิกไทยมีความสามารถออกแบบอาคาร 2-3 ชั้นได้สวยงาม แต่การออกแบบอาคารสูงยังสู้ชาวต่างชาติไม่ได้ ลูกค้าอาจต้องการทำงานกับสถาปนิกต่างชาติมากกว่า
ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอาเซียนเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ค่าห้องพักโรงแรมในเมียนมาร์สูงขึ้น 2 เท่า และอาคารสำนักงานที่กำลังสร้าง 1 แสน ตร.ม. น่าจะเต็มใน 3 ปี ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตดีสุดในเมียนมาร์ ตามด้วยเวียดนาม







