
ไฟฟ้าส่อดับโดนค้านตั้งรง.
หาก4โรงใหม่ไม่สรุปในปีหน้า กระทบความมั่นคงพลังงานแน่
โพสต์ทูเดย์
— “วรรณรัตน์” หวั่นไอพีพี 4 รายเกิดไม่ทันตามแผนผลิตไฟฟ้า กระทบความมั่นคงพลังงานนพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) 4 ราย ว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงจะไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ทันตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) เนื่องจากถูกชุมชนในพื้นที่ต่อต้านจนไม่สามารถเข้าพื้นที่ไปสำรวจก่อนการก่อสร้างได้ และอาจกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต
ปัจจุบัน ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ช่วงเดือน มี.ค. ถึงต้นเดือน เม.ย. ทำลายสถิติไปแล้วหลายครั้งในปีนี้ แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสำรองไฟฟ้าของประเทศ เพราะขณะนี้ไทยผลิตไฟฟ้าได้อยู่ที่ 2.9 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งพีกล่าสุดเกิดขึ้นที่ 23,730 เมกะวัตต์ จึงมั่นใจว่าหน้าร้อนในปีนี้จะมีปริมาณไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ
“
ถ้าไอพีพีทั้ง 4 แห่งที่มีกำลังการผลิต 4,400 เมกะวัตต์ มีเชื้อเพลิงเป็นก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าในระบบได้ เริ่มตั้งแต่ปี 2554 จะทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าของไทยต่ำลง หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดปัญหาไฟตกไฟดับ ถ้าจำเป็นต้องหาพลังงานอื่นมาผลิตไฟฟ้าแทน อาทิ ใช้น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา จะมีผลกระทบทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการ และกระทรวงเองพยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับชาว บ้านไปแล้ว แต่ยังถูกต่อต้านอยู่” นพ.วรรณรัตน์ กล่าวด้านนายสหัส ประทักษ์นุกูล รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.เองรู้สึกกังวลว่าปริมาณของไฟฟ้าสำรองจะมีไม่เพียงพอ หากไอพีพีทั้ง 4 แห่งไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ โดยตัวเลขสำรองไฟฟ้าปี 2553 อยู่ที่ 20% ซึ่งอยู่ในสัดส่วนที่สูง แต่ในอีก 23 ปีข้างหน้าหากเศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวมากกว่านี้ การผลิตไฟฟ้าในประเทศอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นอย่างช้าที่สุดในปีหน้าต้องมีข้อสรุปให้ได้ว่าไอพีพีทั้ง 4 แห่งนั้นจะดำเนินการต่อไปอย่างไร โดยไอพีพีแห่งแรกจะเริ่มเข้าระบบในปี 2554 หลังจากนั้นทยอยเข้าระบบจนถึงปี 2557
ทั้งนี้ ได้เตรียมแผนรองรับไว้ โดยเลื่อนโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา และโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังผลิตแห่งละ 800 เมกะวัตต์ รวม 1,600 เมกะวัตต์ ให้เข้าระบบเร็วกว่าที่กำหนดไว้ในปี 2557 เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้ไฟฟ้า และสำรองไฟฟ้าที่จะลดลง ขณะเดียวกันจะนำโรงไฟฟ้าเก่าที่ปลดระวางไปแล้ว อาทิ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ บางปะกง กลับมาใช้ใหม่ โดยโรงไฟฟ้าเหล่านี้ใช้ดีเซลและน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นหากนำมาใช้ใหม่จะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตามในภาพรวมแผนการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ พยามเลือกเชื้อเพลิงอื่นๆที่ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงา เพราะไทยใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าสูงถึง 70% หากไม่มีเชื้อเพลิงชนิดอื่นเข้ามาไทยจะใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าพุ่งสูงกว่า 80% ซึ่งตามแผนพีดีพี มีนโยบายที่จะลดการพึ่งพาก๊าซฯ ลงให้เหลือ 30%







