
ลดดอกเบี้ยไม่การันตีบาทอ่อน
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศพัฒนาแล้วจำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (QE) เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของตัวเอง เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ ทำให้ปริมาณสภาพคล่องในระบบการเงินโลกมีมากขึ้นนั้น อีกด้านสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นก็มีเงินไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทยมากขึ้น กดดันให้ค่าเงินในสกุลภูมิภาคแข็งค่าขึ้น
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศพัฒนาแล้วจำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (QE) เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของตัวเอง เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ ทำให้ปริมาณสภาพคล่องในระบบการเงินโลกมีมากขึ้นนั้น อีกด้านสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นก็มีเงินไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทยมากขึ้น กดดันให้ค่าเงินในสกุลภูมิภาคแข็งค่าขึ้น
ต่อไปจะเห็นค่าเงินหยวนของจีน และเงินของอินเดียแข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นยังกดดันให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและภาวะฟองสบู่ด้วย
ถ้าดูเฉพาะกรณีของไทย แต่เดิมเงินทุนไหลเข้าทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร (บอนด์) และตลาดอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เพราะหากดูผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 5 ปีของไทย จะสูงถึง 3.1% ต่างจากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ต่ำเพียง 0.75% ต่างกันถึง 4 เท่า และถ้าดูจากยอดคงค้างพันธบัตรที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ณ สิ้นเดือน เม.ย. จะพบว่าสูงถึง 8.4 แสนล้านบาทแล้ว คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 67% ของเงินสินเชื่อที่ปล่อยเข้าสู่ระบบ อาจจะไม่น่าตกใจ
แต่ถ้าเทียบการถือพันธบัตรของต่างชาติที่เฉลี่ยอยู่ที่ไตรมาสละ 7.8 หมื่นล้านบาทแล้วคิดเป็นถึง 1 ใน 5 ของเงินสินเชื่อที่โตหรือที่เข้าสู่ระบบ 3.1 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ สามารถกดดันและนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้ เพราะปริมาณเงินที่เข้ามานี้ทำให้ภาคเอกชนสามารถออกบอนด์เอาเงินส่วนนี้ไปใช้บูมธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ เพราะธุรกิจหรือกองทุนส่วนใหญ่ที่มาออกเงินส่วนนี้ไปใช้คืออสังหาริมทรัพย์ ทำให้เขาไม่ต้องกู้เงินจากระบบธนาคารพาณิชย์เหมือนเดิม แต่ออกพันธบัตรเงินกู้เอาเงินส่วนนี้ไปใช้ได้เลย ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำให้มีความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์
แม้ว่าขณะนี้ความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์จะไม่รุนแรง ไม่ร้อนแรงเท่าสิงคโปร์ หรือฮ่องกง เพราะอสังหาริมทรัพย์ไทยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่ต้องคอยระวังดูแลติดตามใกล้ชิด ซึ่งนโยบายการเงินมาถูกทางแล้วที่คอยระวัง แต่นโยบายการคลัง ที่มีการอัดฉีดเงินหรือทำโครงการประชานิยมควรระมัดระวังภาวะฟองสบู่ด้วย เพราะปริมาณเงินจากโตเกียวเริ่มออกจากสถานีแล้ว ไทยไม่ควรเพิ่มปริมาณเงินเองมากนัก ควรระวังฟองสบู่บ้างได้แล้ว
นายธีระชัย กล่าวต่อว่า แนวทางในการดูแลค่าเงินบาทแข็งจากเงินทุนไหลเข้ามีหลักๆ 3 อย่าง คือ 1. ธปท.แทรกแซงเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งเร็ว วีนี้ดี ที่ทำได้เรื่อยๆ ไม่เปิดเผย แทรกแซงทางวาจาหรือเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐก้ได้ แต่มีข้อเสียคือทำให้ธปท.ขาดทุน ซึ่งพอขาดทุนฝายรมว.คลังและประธานคณะกรรมการ ธปท.ก็ออกมาพูดเรื่องขาดทุนน่าห่วง ธปท.เลยอาจจะแทรกแซงได้น้อยลง ดูได้จากต้นปีมาถึงปัจจุบันธปท.มีการเข้าแทรกแซงน้อยลง เพราะธปท.ต้องระวังการขาดทุนมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวผมมองว่าการขาดทุนของธปท.ไม่ได้กระทบกับการทำงานของธนาคารกลาง ธปท.ยังทำหน้าที่ได้ แม้ว่าจะมีการขาดทุนสูงไปถึง 1 ล้านล้านบาท อย่างที่มีคนออกมาแสดงความเห็นห่วงก็ตาม เนื่องจากในการขาดทุนอาจจะขาดทุนไประยะหนึ่งเท่านั้น พอค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงการขาดทุนก็จะบรรเทาลง เพราะสินทรัพย์ที่ธปทถือเป็นสินทรัพย์ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่ต้องตีมูลค่า การขาดทุนธปท.จึงเป็นเรื่องหลอกๆ ตามใดที่นักลงทุนต่าชาติเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและการดูแลเงินเฟ้อได้ นักลงทุนก็กล้าเข้ามาลงทุนต่อ 2.การดูแลโดยใช้ดอกเบี้ย ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ดูแลดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นเพียง 1 ในจำนวนดอกเบี้ยอีกมากที่เคลื่อนไหวตามกลไกลตลาด ฉะนั้น ดอกเบี้ยระยะสั้นที่ ธปท.ดูแล ไม่สามารถกำหนดให้ดอกเบี้ยระยะยาวต่ำลงได้ แต่ที่ดอกเบี้ยระยะยาวยังต่ำอยู่ได้ในปัจจุบัน เพราะนักลงทุนและต่างชาติเชื่อถือในการทำงานของธปท. ว่าจะดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย ทำให้อัตราผลตอบแทนที่เขาจะได้รับในอนาคตไม่ลดลง แต่เมื่อใดที่ธปท.ไม่น่าเชื่อถือสั่งลดดอกเบี้ยได้ อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจากปัจจุบันที่ 3% อาจจะปรับเพิ่มเป็น 45% ได้ เช่นกัน ฉะนั้น จึงไม่แน่ว่าการลดดอกเบี้ยจะแก้ไขปัญหาเงินทุนไหลเข้าได้ เพราะดอกเบี้ยระยะสั้นไม่ได้ผลต่อดอกเบี้ยระยาวให้ลดลงด้วย เนื่องจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในพันบัตรส่วนใหญ่เข้าลงทุนพันธบัตรระยะยาวอายุมากกว่า 1 ปีซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 71% ของเงินที่เข้ามาทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่ได้เข้าลงทุน 2 วัน 7 วันที่จะใช้ดอกเบี้ยระยะสั้นไปช่วยได้ ที่สำคัญการไปลดดอเบี้ยอาจจะไปสร้างปัญหาภาวะฟองสบู่มากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะถึงลดดอกเบี้ยเงินก้อาจจะเข้าอยู่ดี ดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือเดียวมันมีผลน้อยและ 3.การดูแลด้วยการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งข้อเสนอ 4 ข้อที่ ธปท.เสนอต่อกระทรวงการคลังไปน่าจะดูแลได้ตรงจุดและสร้างผลกระทบน้อยกว่าในอดีตที่เคยทำเมื่อปี 2549 เพราะควบคุมเงินทุนที่เข้าเฉพาะจุดในตลาดบอนด์อย่างเดียว ไม่ได้ครอบคลุม 2 ตลาดทั้งตลาดหุ้นและบอนด์เหมืนอในอดีตที่มีคนออกมาโวยวายได้รับผลกระทบ
“การใช้มาตรการ 4 ข้อที่ว่าไปดูแลเงินทุนจึงน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะเป็นการผ่าตัดเฉพาะจุดไม่น่ามีปัญหา แต่การใช้ดอกเบี้ยมันเหมือนใช้อีโต้เข้าผ่าตัด กระทบหลายจุดอาจไม่คุ้ม แต่วิธีการนี้อาจจะมีข้อเสีย คือ เงินที่จะไหลเข้ามาไทยอาจจะชะลอลง ทำให้ต้นทุนที่รัฐบาลรอจะกู้ทำโครงการต่างๆ ทั้งโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท อาจจะสูงขึ้น ซึ่งส่วนนี้ต้องดูให้เหมาะสม” นายธีระชัยกล่าว
นายธีระชัย กล่าวว่า ข้อเสียอีกอย่างถ้าใช้มาตรการเหล่านี้จริงๆ คือ อาจทำให้คนที่ใช้เงินหรือกู้เงินจากตลาดนี้ไปใช้ในธุรกิจ อาจจะทำให้ธุรกิจชะลอลงไปบ้าง โดยเฉพาะธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เงินส่วนนี้อยู่ แต่ผมคิดว่าควรทำเพราะจะได้ชะลอความร้อนแรงของภาวะอสังหาริมทรัพย์ด้วย เพียงแต่การทำอาจจะไม่ต้องทำพร้อมกันทีเดียว ควรทยอยทำตามความเหมาะสม เช่น การห้ามซื้อบอนด์ธปท.อย่างเดียวอาจจะไม่ได้ผล เพราะนักลงทุนสามารถย้ายไปลงทุนพันธบัตรกระทรวงการคลังได้ เพราะมาตรการที่เอาอยู่จริงๆคือมาตรการที่ 3 และ 4 ที่จะเก็บคาธรรมเนียบหรือภาษีจากผลตอบแทนการลงทุน และการกำหนดให้เงินทุนไหลเข้าต้องทำการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ผมว่าการจะทำมาตรการควรทำทีละนิดควบคุมกันให้เจ็บทีละนิด ถ้ายังไม่ฟังค่อยเพิ่มดีกรี เช่น การสั่งให้ทำการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงินทุนไหลเข้าอาจจะไม่ห้ามทั้งก้อน อาจจะสั่งให้ทำ 1 ใน 4 ก่อนเป็นต้น
นายธีระชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายการจะลดนโยบายการเงินหรอืไม่ คระกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 29 พ.คงนี้ควรพิจารณาจากภาวะข้อมูลจริง ไม่ควรตัดสินใจลดตามการเมือง ซึ่งถ้าเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดีโอกาสจะลดดอกเบี้ยก็อาจจะมีน้อยลง แต่ถ้าเศรษฐิจชะลอโอกาสลดดอกเบี้ยก็อาจจะมีมากขึ้น อย่างไรก็ตามในระยะยต่อการจัดการเงินเพื่อนำมาลงทุนโครงการต่างๆของรัฐต่อไปน่าจะมีวินัยมากขึ้น เช่น เศรษฐกิจโต เก็บภาษีได้เพิ่มค่อยเพิ่มการลงทุน ไม่ใช่กู้มาลงทุนทั้งหมด เป็นต้น
นอกจากนี้ ในการทำนโยบายการเงินและการคลัง กรทะรวงการคลังและธปท.ก็เปรียเสมือนสามีภรรยาอาจจะมีการทะเลาะกันได้บ้าง แต่การทะเลาะเรื่องในบ้านไม่ควรออกมาทะเลาะต่อสาธารณะ เรื่องในบ้านควรคุยในบ้าน ถ้าจะตบตีกันควรลากไปตบกันหลังบ้าน ไม่ควรประกาศปลดผู้ว่ากรธปท.ทุกวันเช่นนี้ มันกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะนักลงทุนอาจจะไม่มั่นใจในนโยบายได้







