posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

14 พฤษภาคม 2556

เดินหน้าบัตรเครดิตพลังงาน

เดินหน้าบัตรเครดิตพลังงาน

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานยังดำเนินโครงการบัตรเครดิตพลังงานต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมาจะมีรถแท็กซี่เข้าร่วมโครงการไม่มากก็ตาม โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 6.7 หมื่นราย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บัตรเพื่อเป็นส่วนลดการเติมเอ็นจีวีจำนวน 6 หมื่นราย ส่วนที่เหลือใช้เป็นบัตรเครดิตซึ่งยังมีหนี้ค้างชำระตั้งแต่เริ่มโครงการ 15 ธ.ค. 2554 วงเงิน 17 ล้านบาท เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่นิยมใช้เป็นส่วนลดราคามากกว่าใช้บัตรรูดเติมก๊าซ

ทั้งนี้ กรณีหนี้บัตรเครดิตพลังงานที่เป็นปัญหามีอยู่ 1.9 หมื่นราย กำหนดให้ต้องผ่อนชำระหนี้คืนให้เสร็จสิ้นก่อนเดือน เม.ย. 2557 จึงจะสามารถกลับมาใช้สิทธิส่วนลดราคาเอ็นจีวีได้ และหากพ้นกำหนดจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้อีกยทั้งในส่วนของบัตรเครดิตพลังงานก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ที่ใช้ทั้งเป็นบัตรเครดิตและบัตรส่วนลดด้วยเงินสด และบัตรเครดิตรถจักรยานยนต์รับจ้างจนจบโครงการในเดือนธันวาคม 2558 หรือจนกว่าจะไม่มีผู้สนใจใช้บัตรต่อไปแม้ว่าจะมีบางฝ่ายเห็นว่าควรปรับปรุงบัตรเครดิต NGV ให้ใช้เป็นเพียงบัตรส่วนลดราคาเท่านั้นเพราะมีผู้ใช้เป็นบัตรเครดิตน้อยมาก

ทั้งนี้บัตรเครดิต NGV ยกกำลัง 2 ซึ่งใช้ทั้งเป็นบัตรเครดิตและส่วนลดราคา NGV 2 บาทต่อกิโลกรัมเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในส่วนของรถบริการสาธารณะ มีรถเป้าหมายได้แก่ แท็กซี่ รถตู้ขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และรถตุ๊กตุ๊ก

สำหรับโครงการบัตรเครดิตรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะล่าสุดมีผู้ถือบัตรทั้งสิ้น 3,000 ราย แต่มีผู้ใช้บัตรจำนวน 1,200 ราย โดยมียอดการใช้บัตรเพื่อใช้เป็นส่วนลดราคาแก๊สโซฮอล์ 3 บาทต่อลิตรสิ้นเดือน มี.ค. เป็นปริมาณน้ำมัน 2.8 หมื่นลิตร คิดเป็นเงิน 1.09 ล้านบาท ขณะที่ยอดหนี้ค้างชำระตั้งแต่เริ่มโครงการอยู่ที่ 2.4 ล้านบาท

“ค่าส่วนลดบมจ.ปตท.จะเป็นผู้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและรับภาระหนี้เป็นหลัก ซึ่งยอมรับว่าจำนวนผู้เป้นบัตรเครดิตน้อยมากเพราะผู้ขับขี่สาธารณะเคยชินกับระบบเงินสดมากกว่า ประกอบกับมีข้อจำกัดระบบการรูดบัตรของธนาคาร


บาทแข็งกระทบยานยนต์

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการหารือระหว่างกระทรวงการคลัง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ว่า ต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพและสอดคล้องกับภูมิภาคมากขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะไม่สามารถปรับเพิ่มราคาขายได้ และเนื่องจากมีคู่แข่งสำคัญ คือ อินโดนีเซีย ซึ่งมีค่าเงินที่อ่อนค่าลง และที่จริงแล้วรถยนต์บางประเภทมีการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ในสัดส่วนที่สูง เช่น กรณีของรถปิกอัพใช้ถึง 80% ดังนั้นจึงจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดประกอบกับต้องการรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้ลดลงหรือขาดทุน


ส่อทุจริตยางกว่า 200 ล้านบาท

แหล่งข่าวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์รายงานผลการตรวจสอบโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา พบว่ามีสถาบันที่องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินให้ได้ 38 แห่ง เป็นวงเงินถึง 217 ล้านบาท สาเหตุจากสถาบันเกษตรกรไม่สามารถแสดงหลักฐานขายยางให้ตรงกับจำนวนสมาชิกได้ ทั้งนี้ สอดคล้องกับกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่เสี่ยงทุจริต

ทั้งนี้ ผลการสอบระบุว่า 1.ทะเบียนรับซื้อน้ำยางที่ชุมนุมจัดทำไม่สัมพันธ์กับข้อมูลการขายน้ำยางสดของสหกรณ์สมาชิก 90 ล้านบาท 2.ไม่มีเอกสารประกอบการขายยาง 41 ล้านบาท 3.ข้อมูลไม่สัมพันธ์กันกับทะเบียนสมาชิกซึ่งไม่ตรงกับทะเบียนรายตัว/หนังสือส่งยางกับใบส่งมอบของสถาบันมียอดต่างกัน 21 ล้านบาท 4.ยังไม่มีหนังสือยืนยันยอดค้างชำระจากสถาบัน 2.9 ล้านบาท 5.ทะเบียนขายยางแผ่นรมควันมีปริมาณต่ำกว่าใบส่งมอบยาง 5 ล้านบาท 6.ทะเบียนรับซื้อน้ำยางจากสมาชิกมีปริมาณต่ำกว่าทะเบียนขายยางแผ่นรมควัน 4 ล้านบาท 7.ไม่มีรายละเอียดการรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกประมาณ 9.3 ล้านบาท 8.อยู่ระหว่างการตรวจสอบของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 27 ล้านบาท 9.ไม่มีพื้นที่ปลูกยางแต่มาขายยางจำนวน 1.9 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ