
ถนนชีวิต
ประเทศไหนๆ ก็ปรารถนาความเจริญที่จะช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น แต่ก่อนจะถึงบรรทัดสุดท้ายนั้น จะมีใครเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงที่ไหลบ่ามาพร้อมกระแสความเจริญที่ถาโถมหรือไม่
ประเทศไหนๆ ก็ปรารถนาความเจริญที่จะช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น แต่ก่อนจะถึงบรรทัดสุดท้ายนั้น จะมีใครเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงที่ไหลบ่ามาพร้อมกระแสความเจริญที่ถาโถมหรือไม่
ระยะ 2-3 ปีมานี้ เศรษฐกิจของกัมพูชาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทางการกัมพูชาก็เร่งพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาเมืองหลวงพนมเปญ สร้างถนนหนทาง ขยับขยายท่าเรือรองรับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น
เมื่อปี 2553 รัฐบาลมีแผนก่อสร้างสะพานลอยฟ้าข้ามแยกแห่งแรกของประเทศ มูลค่า 6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อลดความแออัดบนถนนสายหลักในเมืองหลวง โดยสร้างสะพานข้ามแยกแนวเหนือใต้ ซึ่งข้ามแม่น้ำบาสัก โครงการนี้สร้างความตื่นเต้นให้ประชาชนอย่างมาก เพราะกัมพูชาไม่เคยมีโครงการลักษณะนี้มานาน
สะพานข้ามแยกเส้นนี้เหมาะสำหรับรถที่ต้องการมุ่งตรงในทิศทางดังกล่าว แต่หากใครต้องการเลี้ยวซ้ายหรือขวาจะเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย เพราะต้องขับรถอ้อมตามทางบังคับกว่าจะเลี้ยวไปทางที่ต้องการ และเป็นอันตรายต่อการขับขี่
แน่นอนว่า ประชาชนบางส่วนได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ขยายตัว คนมีเงินซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น ทางการก็สร้างถนนและสะพานมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน การวางผังเมืองและการบังคับใช้กฎหมายกลับไล่ตามการพัฒนาไม่ทัน
ตำรวจจราจรก็ถูกมองว่า ตั้งด่านตรวจเพื่อเรียกค่าปรับจากการกระทำผิดจราจรเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับละเลยพฤติกรรมที่เป็นอันตราย เช่น รถบรรทุกเชิงพาณิชย์ที่มีเพียง 6% บนท้องถนน อาจผ่านด่านตรวจสอบความปลอดภัยได้ง่ายๆ ทั้งที่สภาพรถอาจไม่สมประกอบ เพราะถูกโละจากประเทศพัฒนาแล้ว
ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์ คนกัมพูชาที่ขับขี่ยวดยานจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจกฎจราจรอย่างถ่องแท้ บางคนดื่มแล้วขับ บ้างขับรถบนทางเท้า บ้างก็ขับรถสวนเลน จากการศึกษาของกลุ่มแฮนดิแคป อินเตอร์เนชั่นแนลเบลเยี่ยม เมื่อปีที่แล้ว พบว่า มีชาวกัมพูชาแค่ 30% ที่เข้าใจเรื่องการจำกัดความเร็วในการขับขี่
น่าสังเกตว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการใช้รถใช้ถนนเพิ่มขึ้น 2 เท่า นับจากปี 2548 โดยในปีที่แล้วมีชาวกัมพูชาเสียชีวิตบนท้องถนนเกือบ 2,000 คน เทียบกับการเสียชีวิตจากกับระเบิดที่มีแค่ราว 40 คนต่อปี ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่เหล่าเอ็นจีโอและองค์การระหว่างประเทศบริจาคให้ประเทศแห่งนี้
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ปัจจุบันอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนกัมพูชามากเป็นอันดับ 2 รองจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ที่คร่าชีวิตคนกัมพูชามากที่สุด จากจำนวนประชากรทั้งหมด 15 ล้านคน
ขณะที่อุบัติเหตุบนท้องถนนมีต้นทุนทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าราวปีละ 310 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามการประเมินของกระทรวงคมนาคมกัมพูชา
แต่ตอนนี้ชาวกัมพูชาเริ่มหันมาใส่ใจกับอันตรายบนท้องถนนมากขึ้น โดยได้แรงกระตุ้นจากอุบัติเหตุที่เกิดกับนักร้องดัง “เขมรักษ์ สิริมัน” เมื่อเดือน มี.ค. รถบรรทุกชนกับรถของทีมงานระหว่างทางไปร่วมงานคอนเสิร์ต จนเป็นเหตุให้ผู้โดยสารเสียชีวิต 2 คน หลังเกิดเหตุ เขมรักษ์ปล่อยเพลงใหม่ที่มีเนื้อหาให้บรรดาผู้ขับขี่ระมัดระวังให้มากขึ้น เพลงนี้ได้รับความนิยมภายในเวลาไม่นาน
อุบัติเหตุรุนแรงอีกครั้งเกิดในพนมเปญ นักศึกษาแพทย์ขับรถโตโยต้า คัมรี่ พุ่งชนกลุ่มเด็กๆ ที่ขี่จักรยานกลับจากโรงเรียน จนทำให้มีเด็กเสียชีวิต 3 คน ขณะที่พ่อของผู้ก่อเหตุแก้ต่างว่า เธอเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนอย่างหนัก เรื่องนี้สร้างความสนใจในสังคมกัมพูชาอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า ผู้ต้องหารายนี้จ่ายเงินรอมชอมกับครอบครัวผู้เสียหายทั้ง 3 ไปกว่า 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ ว่ากันว่า หากโจทก์พอใจกับค่าชดเชยดังกล่าวก็สามารถถอนฟ้องได้
ทนายความของผู้ต้องหารายนี้บอกว่า เธอควรได้รับการปล่อยตัว เพราะคดีของเธอไม่ได้หนักหนาสาหัส
ดูเหมือนคนกัมพูชาต้องเป็นคนเลือกว่า จะทำให้ถนนชีวิตเส้นนี้เป็นอย่างไร ก่อนจะสายเกินไป







