
อุปสรรคเอสเอ็มอี
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
สารพัดมาตรการของภาครัฐเข้ามาโอบอุ้มเอสเอ็มอีไทยจำนวน 2.65 ล้านราย ยังไม่สามารถช่วยให้เอสเอ็มอีแข็งแกร่งและเติบโตได้จริง เพราะมีอุปสรรคมากมายกระทบต่อการทำธุรกิจ
โดย วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจ ว่า การสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยที่มีขนาดเล็ก (ไซส์เอส) ให้ไปสู่ระดับขนาดธุรกิจระดับกลาง (ไซส์เอ็ม) เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด เพราะในต่างประเทศเอสเอ็มอีขนาดกลางมีสัดส่วน 510% เมื่อเทียบกับจำนวนเอสเอ็มอีทั้งหมด แต่ในไทยเอสเอ็มอีขนาดกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 1%
ปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เอสเอ็มอีขนาดเล็กไม่สามารถก้าวไปสู่ขนาดกลางหรือใหญ่ มาจากขาดการสนับสนุนแบบจริงจังและเต็มที่จากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเอสเอ็มอีขาดแคลนเงินทุนและการเข้าถึงเงินทุน เพราะธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้จัดอันดับประเทศที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายสุดในโลก คือ มาเลเซีย แต่ไทยติดอันดับ 71 ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ระบบให้บริการแก่เอสเอ็มอีไม่เอื้ออำนวย กองทุนให้การช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีมีจำกัด และเอสเอ็มอีที่พัฒนานวัตกรรมใหม่ออกมาสู่ตลาด ธนาคารไม่มีระบบประเมินมูลค่าธุรกิจที่ใช้นวัตกรรม ทำให้เอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เพราะธนาคารจะประเมินจากสินค้าเป็นหลัก
ส่วนการบริหารซัพพลายเชนไม่มีระบบและขาดประสิทธิภาพ เมื่อเกิดวิกฤตเอสเอ็มอีจึงไม่สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ ยกตัวอย่างเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมเอสเอ็มอีต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นธุรกิจให้กลับมาสู่ภาวะปกติ หรือบางรายต้องปิดกิจการ แตกต่างจากบริษัทขนาดใหญ่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้
นอกจากนี้ เอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจมานานจะเกิดปัญหาขาดทายาททำธุรกิจต่อ เพราะรุ่นลูกไม่สนใจสืบทอดธุรกิจ จึงต้องยกเลิกกิจการหรือขายธุรกิจ เช่น เจ้าของโรงแรมชื่อดังใน จ.เชียงใหม่ ต้องขายกิจการให้แก่เอกชนขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจโรงแรมระดับประเทศ เพราะลูกไม่สืบทอดธุรกิจ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องหาคนมาสานต่อธุรกิจ
ส่วนการขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นหรือไปลงทุนต่างประเทศ ก็ขาดที่ปรึกษาให้คำแนะนำแบบครบวงจร และการไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายสูงมาก บางบริษัทไปร่วมงานแสดงสินค้าต่างประเทศ 1 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายเท่ากับรายจ่ายเกือบทั้งปี แตกต่างจากบริษัทใหญ่ไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศได้ถึง 20 ครั้งในช่วงตลอดปี
หากไปดูแผนสนับสนุนเอสเอ็มอีในต่างประเทศ พบว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด เช่น รัฐบาลประเทศอังกฤษ ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไปลงทุนต่างประเทศ ด้วยการให้เงินสนับสนุนฟรีเพื่อกระตุ้นให้ไปลงทุนต่างประเทศ รัฐบาลประเทศสิงคโปร์มีงบสนับสนุนให้วิจัยและทำตลาดเพื่อทำธุรกิจฟรี และรัฐบาลประเทศมาเลเซีย ลดภาษีพิเศษให้แก่เอสเอ็มอี
ธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศก็ให้สินเชื่อแก่ภาคเอสเอ็มอีในสัดส่วน 2030% ของเงินให้สินเชื่อทั้งระบบ แต่ในไทยสัดส่วนการให้สินเชื่อแก่เอสเอ็มอีอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ
หากมองย้อนกลับไปยังจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 2.65 ล้านราย แบ่งเป็นขนาดเล็กมากที่สุด สัดส่วนมากกว่า 90% ขนาดกลางมีประมาณ 1.1 หมื่นราย หรือไม่ถึง 1% ส่วนรายใหญ่ (ไซส์แอล) มีจำนวนน้อยมาก
และหากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เอสเอ็มอีที่มีโอกาสจะออกไปขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน จะเป็นเอสเอ็มอีขนาดกลางเท่านั้น แตกต่างจากเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอไปทำตลาดในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก
อุปสรรคหลายด้านเป็นกำแพงให้เอสเอ็มอีไม่สามารถแข่งขันได้ระยะยาว สอดคล้องกับความเห็นของ “เพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด” นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สสวท.) ต้องการให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนเพื่อให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอีแบบถาวร วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพราะที่ผ่านมาหลายกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี แต่ไม่สามารถทำได้จริงและติดขัดปัญหาหลายด้าน
แต่หากรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และธนาคาร ร่วมมือกันทลายกำแพงอุปสรรคต่างๆ พร้อมผลักดันแผนช่วยเหลือเอสเอ็มอีเต็มที่ ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำธุรกิจและสนับสนุนคนรุ่นเก่าให้อยู่รอดและเติบโตต่อไป โอกาสที่เอสเอ็มอีไทยจะไปแจ้งเกิดในตลาดโลก คงไม่ไกลเกินเอื้อม!!!







