
เปิดแผน"ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์"มุ่งให้ความรู้หวังโตแบบยั่งยืน
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 แล้วสำหรับธุรกิจเครือข่ายแดนมะกัน ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ที่เข้ามาบุกตลาดในเมืองไทย ศุภพงศ์ จันทรวีระกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) และเวียดนาม เล่าให้ฟังว่าแผนธุรกิจในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการสร้างทีมงานที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเน้นการฝึกอบรม ซึ่งได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายขายตรง
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 แล้วสำหรับธุรกิจเครือข่ายแดนมะกัน ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ที่เข้ามาบุกตลาดในเมืองไทย ศุภพงศ์ จันทรวีระกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) และเวียดนาม เล่าให้ฟังว่าแผนธุรกิจในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการสร้างทีมงานที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเน้นการฝึกอบรม ซึ่งได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายขายตรง
ทั้งนี้ หลักสูตรอบรมเบื้องต้น หรืออะคาเดมี่ ที่เปิดขึ้นมานั้น จะเน้นให้ความรู้สมาชิก 8 ครั้ง โดยจะอบรมครั้งละ 2 ชั่วโมง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความสนใจเข้ารับการฝึกอบรมเฉลี่ยรอบละ 4050 คน ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 3040 ปี ที่ต้องการมองหาโอกาสในการสร้างรายได้เสริม และเจาะกลุ่มสมาชิกที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ
“ในธุรกิจนี้หากคิดว่าสมัครกับใครก็ได้ แล้วออกไปลุยทำเองนั่น เท่ากับว่าเราทำธุรกิจชวนคน แค่ชวนคนมาให้ได้เยอะๆ เดี๋ยวก็รวยเองเหมือนแชร์ลูกโซ่ นั่นถือว่าเป็นความคิดที่ผิด เพราะต้องเรียนรู้งานอย่างเป็นระบบ มีทีมคอยแนะนำและสอนงาน เพื่อนำพาให้สู่เป้าหมายอย่างรวดเร็ว” ศุภพงศ์ กล่าว
สำหรับแผนการตลาดของซินเนอร์จี้ฯ คือแผนรูปแบบไบนารี่ 2 สายงาน หรือเรียกว่า เมก้าแมตช์ ที่ผู้ร่วมธุรกิจสายแข็งและอ่อนสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโต 40% มียอดขาย 350 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% หรือมียอดขายไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท
ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 2 หมื่นคน ตั้งเป้าว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% เช่นกัน ขณะนี้มีสมาชิกที่แอคทีฟหรือซื้อสินค้าประจำเฉลี่ย 4,0006,000 คนต่อเดือน หรือไม่ต่ำกว่า 20% ที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจเครือข่าย ขณะที่สินค้าของบริษัทที่จำหน่ายแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ อาหารเสริมสุขภาพ สร้างยอดขาย 70% กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ มียอดขาย 20% อีก 10% เป็นสินค้าควบคุมน้ำหนัก มีสินค้าจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 33 รายการ ที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา
“ปัจจุบันบริษัทแม่มีสินค้าทางด้านสุขภาพกว่า 600 ราย ที่ทำตลาด แต่ในไทยนั้น หลายรายการยังต้องใช้เวลาในการเข้ามาทำตลาด เนื่องจากต้องพิจารณาสินค้าให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทย อีกทั้งขั้นตอนการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการยื่นขออนุญาตนาน 36 เดือน และอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นเพราะต้องปรับลดขนาดให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคคนไทย” ศุภพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตสินค้าประเภทวิตามิน เกลือแร่ และคิวเท็น ซึ่งได้ทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่ไตรมาสละ 1 ผลิตภัณฑ์ หรือเฉลี่ยปีละ 4 รายการ
ศุภพงศ์ ย้ำว่าในปีนี้บริษัทยังไม่มีแผนที่ลงทุนเพิ่มในการเปิดสาขา เนื่องจากมีศูนย์จำหน่ายที่เปิดให้บริการแล้วที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และนครราชสีมา และมีศูนย์ขนาดย่อยที่สมาชิกระดับลีดเดอร์เป็นผู้เปิด ซึ่งต้องมียอดจำหน่ายต่อทีมเดือนละไม่ต่ำกว่า 7 แสนบาท ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 20 แห่ง คาดว่าในปีนี้จะเปิดอีก 10 แห่ง สมาชิกที่เปิดจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 1 แสนบาท ต่อหนึ่งศูนย์จำหน่าย ทั้งนี้จะเน้นเปิดศูนย์ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก เนื่องจากสมาชิก 70% ที่เหลือ 30% จะอยู่ต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม บริษัทแม่ได้ให้บริษัทเข้าไปทำตลาดในประเทศเวียดนาม ซึ่งได้ทำตลาดมานาน 2 ปีแล้ว ปัจจุบันมีสินค้าที่ทำตลาดอยู่ 3 รายการ และอยู่ระหว่างเตรียมเปิดตัวอีก 2 รายการ ซึ่งตลาดธุรกิจเครือข่ายในเวียดนามนั้นมีลักษณะคล้ายกับตลาดในไทยเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะนี้มีสมาชิกจำนวน 5,000 คน
ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างศึกษาตลาดเพื่อขยายเครือข่ายสมาชิกในประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ภายใต้การบริหารงานโดยประเทศไทย ที่ผ่านมาได้เริ่มมีการจัดเตรียมเอกสารเพื่อก่อตั้ง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ย. ปีนี้ จากก่อนหน้านี้บริษัทแม่ได้เข้าไปทำการเปิดตลาดแล้วในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อจะรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายเติบโตสูงขึ้น







