
ธปท.เตือนการคลังแอบแฝงดันหนี้พุ่ง
ผู้ว่าการ ธปท. ชี้แจงกรรมาธิการ กู้เงิน 2 ล้านล้าน ช่วยยกระดับประเทศ แต่ห่วงการคลังแอบแฝงอาจทำให้ระดับหนี้สาธารณะสูงขึ้น
ผู้ว่าการ ธปท. ชี้แจงกรรมาธิการ กู้เงิน 2 ล้านล้าน ช่วยยกระดับประเทศ แต่ห่วงการคลังแอบแฝงอาจทำให้ระดับหนี้สาธารณะสูงขึ้น
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวชี้แจงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....หรือ การกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่มีนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ถึงเรื่องมุมมองในการประเมินระดับหนี้สาธารณะจากการกู้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาทต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ว่า การกู้เงินเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศเป็นเรื่องที่ดี แต่จำเป็นต้องดูแลการใช้เงินลงทุนให้มีประสิทธิภาพด้วย
“ถ้าดูจากแผนการลงทุนที่จะกู้เงินเฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาท ในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ตามที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)นั้น ขณะนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลอะไร แต่ถ้าเรามีรายจ่ายอื่นในอนาคตที่ไม่ปรากฏหรือที่เรียกการคลังแอบแฝง เช่น การประกันสุขภาพถ้วนหน้าในวันข้างหน้าอาจจะต้องจัดงบเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาในส่วนนี้ หรือการที่ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งส่วนนี้อาจจะมีงบประมาณชดเชยให้ ซึ่งตัวเลขระดับหนี้อาจจะเปลี่ยนได้ ขณะที่ผลการจัดเก็บงบประมาณก็เปลี่ยนได้ ซึ่งปัญหานี้เคยทำให้บางประเทศมีภาวะคาดไม่ถึงก็มี เช่น สหรัฐที่เดิมมีหนี้สาธารณะเพียง 46% ของจีดีพี แต่มีปัญหาเลห์แมนน์บราเธอร์ ทำให้หนี้พุ่งเป็นเกิน 80%กว่า จนเขาต้องมีเครื่องมือการเงินพิเศษมาใช้จนทุกวันนี้”นายประสารกล่าว
นายประสาร กล่าวว่า ในภาวะที่สภาพคล่องในระบบสูง การใช้เครื่องมือในการดูแลคงต้องผสมผสานกันเพื่อให้เกิดความสมดุล ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงการคลังและธปท.ไม่ได้เห็นแตกต่างกัน แต่การให้น้ำหนักแต่ละเครื่องมือจะแตกต่างกันซึ่งก็เป้นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วโลก ในภาวะนี้จะใช้ดอกเบี้ยหรือมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าเป็นเครื่องมือก็ต้องดูให้เกิดความสมดุล เพราะภาวะที่โลกแยกเป็น 3 ดุลภาพ คือ 1 กลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวในระดับที่ดี เช่น ไทย จีน ที่ยังสามารถเติบโตได้ 2.กลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่เติบโต 0% เช่น ยุโรป และ3.กุ่มประเทศที่กำลังฟื้นตัว อย่างสหรัฐ และญี่ปุ่น ที่โตระดับ 1-2% ในภาวะนี้ที่โลกมีดุลยภาพที่แตกต่างการจะทำให้เงินทุนที่เคลื่อนย้ายไหลมาน้อยลง การจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือคงต้องดูจังหวะเวลาให้เหมาะสม การบริการที่สมดุล และมีศีลปะ
สำหรับข้อกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อาจจะปรับขึ้นจาก 5% เป็น 8-10% นั้น ตามโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ได้คาดการณ์ดอกเบี้ยโดยอ้างอิงการขายพันธบัตรให้กลุ่มบริษัทประกันอายุ 48 ปี ดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.27% จึงเห็นด้วยที่ต้องดูแลอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับ 5% อย่างไรก็ตามในระยะยาวหากตลาดเกิดความกังวลว่ารัฐจะขาดวินัยทางการคลังอาจะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นได้ แต่การออกพันธบัตรทั้งของ ธปท. และพันธบัตรของกระทรวงการคลัง ได้มีการประสานงานกันตลอดเวลา เพื่อไม่ให้มีการแย่งตลาด และช่วยกันดูแลสภาพคล่องในระบบให้มีความสมดุลอยู่แล้ว
“ส่วนความต้องการจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่านั้น อย่าลืมว่า แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่จะสามารถใช้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ แต่ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยมีภาระหนักที่จะต้องดูแลเศรษฐกิจ และถือเป็นความยากลำบากของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ที่ปัจจุบันต้องพยายามรักษาดุลยภาพในประเทศ ด้านการดูแลเงินทุน เคลื่อนย้ายต้องดูหลายปัจจัย ดอกเบี้ยก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน แต่มองว่าเรื่องการเข้ามาเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนคิดเป็นเปอร์เช็นต์ผลตอบแทนจะสูงกว่าดอกเบี้ย"นายประสารกล่าว
ทั้งนี้ นายประสาร กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้ถือว่าเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มกับสกุลเงินในภูมิภาค ซึ่งธปท.ก็ยังติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ไม่อยากพูดว่ามีการเข้าไปแทรกแซงตลาดหรือไม่ เพราะในตลาดเงินมีทั้งกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ค่อนข้างมากจากการเคลื่อนไหวของค่าเงิน ส่วนมาตรการดูแลในเบื้องต้นนั้นก็ยอมรับว่าเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ไปแล้ว แต่จะนำมาใช้เมื่อไหร่ต้องดูให้รอบครอบ และอาจจะต้องมีมาตรการอื่นๆนำมาใช้ได้ด้วย







