
ชงรัฐจัดโซนนิ่งหม่อนไหม
ยกระดับคุณภาพการผลิตทั่วประเทศเร่งบุกตลาดส่งออกสหรัฐยุโรป
ยกระดับคุณภาพการผลิตทั่วประเทศเร่งบุกตลาดส่งออกสหรัฐยุโรป
อุตสาหกรรมไหมไทยชงจัดโซนนิ่ง ยกระดับภาคการผลิตเพิ่มคุณภาพวัตถุดิบพร้อมเร่งปรับรูปแบบสินค้าตามความต้องการตลาดรับตลาดส่งออกยังเติบโตสูง
นางอรทัย ศิลปนภาพร รองอธิบดีกรม หม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานเสวนา “ไหมไทยยุคใหม่...ปรับอัตลักษณ์อย่างไรสู่สากล” ว่า มีแนวคิดการจัดพื้นที่ (โซนนิ่ง) หม่อนไหม ตามนโยบายโซนนิ่งพืชเศรษฐกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตไหมไทยตั้งแต่ภาคการผลิตของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมในประเทศไทยที่มีกว่า 9 หมื่นราย
นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม เพื่อให้สามารถผลิตวัตถุดิบรังไหมคุณภาพดีเพื่อป้อนสู่ตลาด โดยเฉพาะโอกาสการทำตลาดส่งออกไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในแถบยุโรปที่ยังมีความต้องการกลุ่มสินค้าผ้าไหมสูง แต่มีผู้ผลิตผ้าไหมน้อยราย เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไทย อินเดีย และจีน เป็นต้น
ทั้งนี้ ได้จัดทำโครงการกิจกรรมศึกษาวิจัยและพัฒนาต้นแบบไหมไทยร่วมสมัย หรือโมเดิร์น ไทย ซิลค์ เพื่อพัฒนาผ้าไหมไทยให้มีความทันสมัยและแข่งขันในตลาดโลกได้ รวมถึงหากผู้ประกอบการไหมไทยต้องการขยายการทำตลาดส่งออกควรศึกษาตลาดว่ามีความต้องการสินค้าแบบใด เพื่อผลิตวัตถุดิบสินค้าผ้าไหมสำเร็จรูปได้ตรงความต้องการของตลาดได้มากที่สุด
ปัจจุบันอุตสาหกรรมไหมไทยมีมูลค่าการส่งออกในปี 2555 ราว 18.53 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 16.6% เทียบกับปีก่อนหน้า แบ่งเป็นสัดส่วนผ้าผืน 57.04% ของการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไหมทั้งหมด โดยประเทศที่ส่งออกมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ส่วนการนำเข้าในปีก่อนมีมูลค่าราว 20.73 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2554 ราว 23.45% ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องนุ่งห่ม 41.82% รองลงมาเป็นกลุ่มเส้นด้าย 31.54%
นายปิลันธ์ ธรรมมงคล นายกสมาคมอุตสาหกรรมฟอกย้อมพิมพ์ และตกแต่งสิ่งทอไทย ในฐานะผู้ประกอบการผ้าไหมยุคใหม่ กล่าวว่าผู้ประกอบการในธุรกิจผ้าไหมไทยต้องเร่งติดตามแนวโน้มของตลาดเครื่องแต่งกายโลก เพื่อผลิตวัตถุดิบไหมหรือสินค้าให้ได้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะเทรนด์ต่างๆที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน(ไลฟ์สไตล์) การบริโภคสินค้าแฟชันเครื่องแต่งกายในแต่ละประเทศ
นางบุษยา คุ้นวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท จุลไหมไทย ผู้ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมกลางน้ำ กลุ่มธุรกิจไหมไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมไทย รังหม่อนสีขาวในกลุ่มอุตสาหกรรมราว 1,700 ราย ซึ่งแต่ละรายมีพื้นที่ในการเลี้ยงหม่อนไหม 67 ไร่ ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ มีกำลังการผลิตรังไหม 150 ตันต่อปี ซึ่งบริษัทต้องการเพิ่มเป็น 300 ตันต่อปีได้ภายใน 3 ปีนับจากนี้ โดยอยู่ระหว่างจัดทำงบประมาณเพื่อขอการสนับสนุนการจัดเก็บวัตถุดิบที่จะเพิ่มขึ้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ราคารับซื้อดิบรังไหมคุณภาพเปลือกรัง 21% รังเสีย 3% อยู่ที่ 180 บาทต่อ กก. ซึ่งลดลงจากในปีก่อนมีราคารับซื้อรังไหมเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 185 บาทต่อ กก. หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรเข้ามา สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมไทย เพิ่มผลผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพเพื่อป้อนสู่ตลาดที่ยังมีความต้องการสูง ซึ่งทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยจากปัจจุบันเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 1.53 แสนบาทต่อปี







