
จีสตีลสตาร์ตพ.ค.
เดินเครื่องผลิตเริ่มต้น6หมื่นตันคุยต่างชาติลงทุนเหล็กเกรดพิเศษ
เดินเครื่องผลิตเริ่มต้น6หมื่นตันคุยต่างชาติลงทุนเหล็กเกรดพิเศษ
“จีสตีล” เดินเครื่องผลิตกลาง พ.ค.นี้ เริ่มต้น 6 หมื่นตัน ปัดฝุ่นเจรจาต่างชาติผลิตเหล็กเกรดพิเศษ
นายอีริก อี ทอมสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีสตีล (GSTEL) เปิดเผยแผนดำเนินงานว่า บริษัทได้เริ่มดำเนินงานหลังจากเข้าร่วมปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยเตรียมทดสอบการเดินเครื่องจักรที่หยุดไปนาน 89 เดือน ให้กับมาเดินเครื่องผลิตได้ตามปกติ ซึ่งกลางเดือน พ.ค.นี้ จะกลับมาผลิตได้ตามปกติเริ่มต้นผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน 6 หมื่นตัน และตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค.เป็นต้นไป จะนำเข้าเครื่องจักรบางส่วน ทำให้กำลังผลิตเพิ่มขึ้นไปถึง 1 แสนตัน/เดือน ใกล้เคียงกับความสามารถของเครื่องที่ผลิตได้
“เครื่องจักรของจีสตีลเป็นเครื่องจักรที่ทันสมัย แม้ว่าจะใช้มา 10 ปี เมื่อไม่ได้ผลิตมานานก็ต้องสตาร์ตเครื่อง ใช้เวลาสั่งซื้ออุปกรณ์ รวมทั้งวัตถุดิบ ซึ่ง 80% สั่งซื้อเข้ามาจากหลายประเทศ เริ่มผลิตจริงได้หลังกลางเดือน พ.ค.นี้ไปแล้ว ขณะนี้มีลูกค้ารอสินค้าจากบริษัททดแทนการสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ใช้เวลา 23 เดือน แต่การสั่งซื้อเหล็กจากกลุ่มจีสตีลใช้เวลาสั้นๆ 23 สัปดาห์เท่านั้น” นายอีริก กล่าว
นอกจากนี้ ในอนาคตจีสตีลจะเพิ่มกำลังผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนคุณภาพดี (เหล็กพรีเมี่ยม) ตามความต้องการลูกค้า ซึ่งจีสตีลสามารถผลิตได้ถึง 3.3 ล้านตัน แต่ผลิตจริง 1.8 ล้านตัน จึงเหลือกำลังผลิต 1.5 ล้านตัน โดยจะนำสแลปคุณภาพสูงจากต่างประเทศเข้ามารีด 1.5 ล้านตัน เชื่อว่าจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นและกำไรมากกว่าที่ทำมาในอดีต
ด้าน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการ กล่าวเสริมว่า การผลิตเหล็กคุณภาพพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ ต้องใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศและเงินทุนร่วมกัน บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ผลิตเหล็กพิเศษต่างประเทศอยู่หลายราย ระยะยาวคงหนีไม่ออกจากเหล็กคุณภาพพิเศษนี้ ซึ่งลูกค้ายินดีที่จะซื้อเหล็กจากไทย
ประธานกรรมการ กล่าวว่า การควบรวมกิจการกับบริษัท จี เจ สตีล (GJS) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพสินค้า กำลังเร่งศึกษาไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างหนี้ คาดกลางเดือนนี้จะยื่นเรื่องควบรวมไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
นายสมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล รองประธานกรรมการ กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าส่งผลดีต่อการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้บริษัทใช้หนี้น้อยลงและได้ประโยชน์จากการสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ
ด้านราคาหุ้น GSTEL ทรงตัวบริเวณ 0.350.36 บาทต่อหุ้นมานาน แม้ว่าเริ่มมีคำแนะนำจากโบรกเกอร์ให้ทยอยซื้อเก็บก็ตาม เนื่องจากแนวโน้มการปรับโครงสร้างหนี้และการดำเนินงานจะดีขึ้นมากก็ตาม ภายหลังจากทีมผู้บริหารชุดใหม่เข้าไปบริหารแล้วก็ตาม
นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานกรรมการบริหารบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) กล่าวกับผู้ถือหุ้นในการประชุมประจำปี 2556 ว่า บริษัทมีเป้าหมายแรกผลิตได้ถึงจุดคุ้มทุนและกลับมามีกำไรสุทธิครึ่งหลังของปีนี้
ก่อนหน้านี้ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า บริษัทเหล็กไทยเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง หลังผ่านพ้นจุดเลวร้ายที่สุดของธุรกิจผลิตเหล็กในปี 2555 ซึ่งเกิดจากราคาเหล็กที่ปรับตัวลดลงแรง และการแข่งขันจากเหล็กนำเข้าจากจีน เชื่อว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการของบริษัทผลิตเหล็ก บริษัทเหล็กแปรรูป ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าบริษัทผลิตเหล็กให้น้ำหนักการลงทุนเท่ากับตลาด
ล่าสุด บริษัทผู้ผลิตจีนประกาศผลการดำเนินงาน พบว่า บริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่เริ่มกลับมาเป็นบวก โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 0.94% หรืออยู่ที่ 8.75 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อเร็วๆ นี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) และคณะกรรมการพิจารณาการใช้มาตรการปกป้อง (คปป.) ว่าที่ประชุมมีมติให้เรียกเก็บหลักประกันอากรตามมาตรา 31 ภายใต้ พ.ร.บ.ตอบโต้การทุ่มตลาด สำหรับสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วนจาก 3 ประเทศ คือ จีน ไต้หวัน และเวียดนาม ในอัตรา 11.76% ของราคาซี.ไอ.เอฟ. และไต้หวัน 8.76% เพราะพบพฤติกรรมว่ามีการนำเข้าเหล็กจาก 3 ประเทศเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
สาเหตุที่เรียกเก็บภาษีปกป้องสินค้าเหล็กดังกล่าว เพราะมีคำร้องจากผู้ผลิตในประเทศ 4 ราย เพราะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2553 เพิ่มขึ้น 72% จากปี 2552 และปี 2554 เพิ่มขึ้น 97% จากปี 2553 และต่อเนื่องถึงปี 2555 ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น เกิดความเสียหายกับผู้ผลิตทำให้มีระดับการขาย การผลิต การใช้กำลังการผลิต การจ้างงาน ตลอดจนกำไรลดลง







