
กิจการโทรคมนาคม
ในที่สุดคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีมติเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น กรณีการทำสัญญาเกี่ยวกับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่บนคลื่นความถี่ 850 MHz โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า True Move H 3G+ กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2556 ที่ผ่านมา โดยมีมติไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษบีเอฟเคที เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินงานของบีเอฟเคทีเป็นเพียงผู้ให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมแก่ กสทฯ เพียงรายเดียวและเป็นการเฉพาะเจาะจง จึงไม่ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
ในที่สุดคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีมติเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น กรณีการทำสัญญาเกี่ยวกับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่บนคลื่นความถี่ 850 MHz โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า True Move H 3G+ กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2556 ที่ผ่านมา โดยมีมติไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษบีเอฟเคที เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินงานของบีเอฟเคทีเป็นเพียงผู้ให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมแก่ กสทฯ เพียงรายเดียวและเป็นการเฉพาะเจาะจง จึงไม่ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
มติ กทค.ที่สำคัญ คือ ที่ประชุม กทค. ได้มีมติครั้งที่ 13/2556 ในเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบีเอฟเคที กรณีการทำสัญญาเกี่ยวกับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่ บนคลื่นความถี่ 850 MHz กับบริษัท กสท.ฯ การดำเนินงานของบีเอฟเคทีในการให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมแก่ กสทฯ เพียงรายเดียวเป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ประกอบกับไม่ปรากฏพฤติการณ์และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย จึงไม่มีเหตุให้สำนักงาน กสทช.ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อการดำเนินการของบีเอฟเคที
ถือได้ว่า กทค.ทำหน้าที่ชี้ขาดข้อขัดแย้งที่สังคมให้ความสนใจมาโดยตลอด จากเหตุผลในมติของ กทค. เห็นได้ว่า กทค.ได้วางหลักในการตีความคำว่า “การประกอบกิจการโทรคมนาคม” ที่แม้จะมีการกำหนดคำนิยามไว้ชัดเจน แต่ในการแปลความหมายก็ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงด้วยว่ากฎหมายฉบับนี้มีขอบเขตการใช้กับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีลักษณะอย่างไร และยิ่งเมื่อเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญาด้วยแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องตีความโดยเคร่งครัด
เพราะการตีความบทนิยามของคำว่าการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามมาตรา 4 ก็เพื่อที่จะพิจารณาต่อไปตามมาตรา 7 แห่งกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ว่าจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมหรือไม่ เพราะการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 7 หรือเป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว กฎหมายจะถือเป็นการกระทำความผิดที่ต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 67 ของกฎหมายฉบับเดียวกันนั่นเอง ซึ่งในประเด็นนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยประเด็นนี้ไว้ในเรื่องเสร็จที่ 498/2546 ว่า ผู้ประกอบกิจการที่มีเพียงหน้าที่ในการลงทุนจัดหาเครื่องและอุปกรณ์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มิได้มีหน้าที่ให้บริการโทรคมนาคมแก่บุคคลอื่นทั่วไป ย่อมไม่ถือเป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม
ย้อนหลังกลับไปก่อนที่ กสทฯ จะลงนามในสัญญาดังกล่าว ได้มีการหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อให้ช่วยตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของสัญญา ซึ่งทางสำนักงานอัยการสูงสุดเองก็เห็นว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีส่วนใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การทำหน้าที่ของกสทช. ในกรณีของบีเอฟเคทีจึงแสดงให้เห็นว่านอกจากการทำหน้าที่ในฐานะองค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของประเทศแล้ว กสทช.ยังเป็นองค์กรที่วางหลักเกณฑ์ที่สำคัญเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานแก่ทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานของรัฐ ผู้ให้บริการ และผู้บริโภค จึงถือเป็นบทบาทหนึ่งที่มีความสำคัญและเป็นสิ่งที่สังคมควรให้การสนับสนุนบทบาทดังกล่าวของ กสทช.ต่อไป







