posttoday
โครงการสาธารณูประโภค 2.2 ล้านล้านบาท จะใช้อย่างไร

โครงการสาธารณูประโภค 2.2 ล้านล้านบาท จะใช้อย่างไร

01 พฤษภาคม 2556

บทความฉบับนี้ ผมเขียนเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากอ่านการโต้คารมกันระหว่างคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมต.คลัง คนปัจจุบัน กับคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมต.คลัง ในเรื่องของโครงการสาธารณูปโภค 2.2 ล้านล้านบาท ทำให้คันมือคันไม้อยากเขียนถึงครับ

บทความฉบับนี้ ผมเขียนเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากอ่านการโต้คารมกันระหว่างคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมต.คลัง คนปัจจุบัน กับคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมต.คลัง ในเรื่องของโครงการสาธารณูปโภค 2.2 ล้านล้านบาท ทำให้คันมือคันไม้อยากเขียนถึงครับ

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าประเทศเราต้องการครับ เราขาดการลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการคมนาคมขนส่งมาหลายปีแล้ว ต้นทุนขนส่งเราสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว หรือแม้เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซีย โดยของไทยอยู่ที่ 18-20% ของตัวเลขผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 13% ยิ่งถ้าไปเทียบกับสิงคโปร์ซึ่งอยู่ที่ 8% ด้วยแล้ว จะเห็นได้ชัดว่านี่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับไทย ที่เป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมากกว่า 70% ต้องรีบแก้ไขปรับปรุง ก่อนที่จะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง พลอยจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเราตกอันดับไปเรื่อยๆ ถึงแม้โครงการต่างๆ เหล่านี้ จะต้องใช้เงินจำนวนมากมหาศาล พร้อมกับภาระการชำระหนี้ 50 ปี

แต่ผมว่ามีความจำเป็นนะครับ ยิ่งอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต โดยคาดว่าภาระดอกเบี้ยของพันธบัตรเงินกู้ครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ 4.45% เท่านั้น

สำหรับพันธบัตรอายุ 50 ปี ผมว่าค่อนข้างต่ำใช้ได้เลยทีเดียว ซึ่งการออกพันธบัตรชุดนี้ออกมา เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยทีเดียวครับ เพราะว่าช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและเร็ว ทำให้เป็นภาระของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้ามาดูแลค่าเงิน มีสภาพคล่องส่วนเกินมหาศาล ที่ ธปท.ต้องดูแลในการดูดซับออก โดยการออกพันธบัตรของ ธปท. ทำให้ ธปท.มีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรดังกล่าว ส่วนเงินที่ได้เข้ามา ธปท.ก็ไปลงทุนในพันธบัตรของสหรัฐหรืออื่นๆ ที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่า ส่งผลให้ ธปท.ต้องประสบปัญหาขาดทุนมากกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เป็นภาระที่หนักอึ้งทีเดียว

การที่รัฐบาลออกพันธบัตรเงินกู้ก็จะเป็นการช่วยดูดซับสภาพคล่องในตลาดไปเสียเอง เป็นการลดภาระของ ธปท.ทางอ้อม โดยเป็นการนำเงินเพื่อไปพัฒนาประเทศแก้จุดบอดต่างๆ ของเศรษฐกิจไทย เงินส่วนที่ทางรัฐบาลจะนำไปใช้ในด้าน ขนส่งของประเทศ เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน

คุณกรณ์มีความเห็นว่า รัฐบาลควรจะนำเงินไปใช้ในด้านการศึกษาและสาธารณสุขมากกว่า จริงอยู่ทั้งสองด้านนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ผมเห็นด้วยกับคุณกิตติรัตน์ว่า ถ้านำเงินนั้นไปใช้ใน 2 ด้านนั้นจะไม่มีผลต่อการเติบโตจีดีพีของประเทศ เมื่อเทียบกับทางด้านขนส่ง เพราะเมื่อจีดีพีโตก็จะทำให้คนในชาติและประเทศมีรายได้มากขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น

รัฐก็มีความสามารถในการนำงบประมาณรัฐไปใส่ในการศึกษาและด้านสาธารณสุขได้มากขึ้น ประชาชนเองมีรายได้มากขึ้นก็สามารถจะเข้าถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขได้มากและดีขึ้น รวมถึงสามารถจะเข้ารับการศึกษาที่มีคุณภาพมากขึ้น

อย่าลืมนะครับ ว่าพันธบัตรที่ ธปท.ออกมาเพื่อดูดสภาพคล่องนั้นเป็นเงินที่ดูดไป ไม่ได้ไปใช้ทำประโยชน์อะไรนอกจากเพื่อจะดูดสภาพคล่องออกจากตลาดไปเท่านั้น และตามมาด้วยภาระขาดทุนจากการออกดังที่ผมกล่าวมาข้างต้น ขณะที่พันธบัตรเงินกู้ของรัฐชุดนี้สามารถเอาไปใช้พัฒนาประเทศ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับ รมว.คลัง เรื่อง ธปท.ควรจะลดดอกเบี้ยในประเทศลงอีก

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ