
เอเปกบี้เลิกกีดกันการค้า
ห้ามออกมาตรการรูปแบบใหม่จนถึงปี’59 ไทยหนุนชี้ส่งผลดีต่อการส่งออก
ห้ามออกมาตรการรูปแบบใหม่จนถึงปี’59 ไทยหนุนชี้ส่งผลดีต่อการส่งออก
เอเปกจี้สมาชิกงดออกมาตรการกีดกันการค้ารูปแบบใหม่ถึงปี 2559 ไทยหนุนเต็มที่
นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีการค้ากลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก(เอเปก) ได้มีการประชุมหารือ ณ เมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีมติให้ประเทศสมาชิกไม่ออกมาตรการใหม่ๆ ที่เป็นการปกป้องทางการค้า ไปจนถึงปี 2559 รวมทั้งลดมาตรการกีดกันทางการค้า (เอ็นทีบี) ลง หลังจากมีแนวโน้มที่หลายๆ ประเทศเริ่มนำมาตรการกีดกันทางการค้ามาใช้เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ในส่วนท่าทีของไทย เห็นด้วยกับมติดังกล่าว เนื่องจากมาตรการกีดกันทางการค้าเป็นอุปสรรคต่อการทำการค้า แม้ว่าจะมีการลดภาษีภายใต้ความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี ทั้งรูปแบบพหุภาคีและทวิภาคี แต่หากแต่ละประเทศใช้มาตรการกีดกันทางการค้า จะทำให้สินค้าเข้าสู่ตลาดที่ต้องไปเจาะได้ยาก ซึ่งเชื่อว่าหากทุกประเทศลดการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าได้ดังที่ตั้งใจ จะช่วยผลักดันให้การส่งออกไทยขยายตัวได้ดีขึ้น
สำหรับการเจรจาการค้าในองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เอเปกจะผลักดันให้การประชุมรัฐมนตรีดับเบิลยูทีโอ ครั้งที่ 9 ณ เกาะบาหลี ในเดือน ธ.ค.นี้ให้มีบาหลีแพ็กเกจ โดยต้องสรุปผลในเรื่องการจัดทำความตกลงด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การหารือเรื่องเกษตรในบางประเด็น และประเด็นด้านการพัฒนา รวมถึงการเจรจาความตกลงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอทีเอ) เพื่อขยายขอบเขตสินค้าและเพิ่มสมาชิกภายใต้ความตกลง ซึ่งเป็นการสะท้อนพัฒนาการของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและครอบคลุมสินค้าไอทีใหม่ๆ
“สมาชิกเอเปกทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ เป็นสมาชิกดับเบิลยูทีโอ โดยเอเปกมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) รวมกันเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจีดีพีโลก ดังนั้น จึงถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่สมาชิกเอเปกจะต้องมีส่วนสนับสนุนให้การประชุมดับเบิลยูทีโอครั้งที่ 9 ประสบความสำเร็จ” นางพิรมล กล่าว
นางพิรมล กล่าวว่า เอเปกได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อม โดยในปีที่ผ่านมา ผู้นำเอเปกให้การรับรองรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม 54 รายการ เพื่อนำมาลดอัตราภาษีศุลกากรให้เหลือไม่เกิน 5% ภายในปี 2558 ซึ่งที่ประชุมยืนยันความสำคัญของการดำเนินการลดภาษี เพื่อให้เป็นไปตามที่ผู้นำได้ตกลงร่วมกัน โดยอินโดนีเซียได้เสนอให้รวมสินค้าเกษตรบางรายการ เช่น น้ำมันปาล์มดิบ และยางพารา ไว้ในรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมเพื่อนำมาลดภาษีด้วย แต่ที่ประชุมยังไม่มีฉันทามติในการรับรองข้อเสนอดังกล่าวของอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ เอเปกยังได้ผลักดันให้มีการเปิดเสรีการค้า การลงทุนระหว่างกันภายในปี 2563 โดยให้เร่งดำเนินการในเรื่องที่ยังมีความคืบหน้าน้อย และจะต้องให้ความสำคัญกับความแตกต่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก
ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่เอเปกผลักดัน และจะเป็นหัวข้อสำคัญของการทำงานในปีนี้ ได้แก่ ความเชื่อมโยงด้านกายภาพ โดยเน้นเรื่องการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และต้องการให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนมากขึ้น โดยการเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชน ความเชื่อมโยงด้านสถาบัน และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน เช่น ความร่วมมือด้านการศึกษาข้ามพรมแดน เป็นต้น







