posttoday
SET ครบ 38 ปี ประกาศจุดยืนศูนย์กลางตลาดหุ้นของภูมิภาค

SET ครบ 38 ปี ประกาศจุดยืนศูนย์กลางตลาดหุ้นของภูมิภาค

30 เมษายน 2556

“หลายคนยังไม่รู้ว่าเราใหญ่แล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ไม่ใช่แค่หนึ่งในตลาดหุ้นจิ๋วๆ แต่เป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กับตลาดหุ้นสิงคโปร์”

“หลายคนยังไม่รู้ว่าเราใหญ่แล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ไม่ใช่แค่หนึ่งในตลาดหุ้นจิ๋วๆ แต่เป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กับตลาดหุ้นสิงคโปร์” บทสัมภาษณ์เริ่มต้นของ “จรัมพร โชติกเสถียร” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ดำเนินงานครบ 38 ปีเต็มในเดือน เม.ย. 2556

จรัมพร กล่าวว่า ยังคงยึดเป้าหมายต้องการจะนำพาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางตลาดทุนของภูมิภาคอาเซียน (ฮับ) ภายในปี 2558

สิ่งที่วาดหวังไว้คือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นตลาดทุนที่สามารถเป็นแหล่งระดมทุนของทุกธุรกิจที่ต้องการเติบโตในภูมิภาคนี้ ปัจจุบันมีความพร้อมรับกับกระแสทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน กฎเกณฑ์ เป็นที่รู้จักของนักลงทุนทั่วโลกและเปิดรับบริษัทต่างชาติ บริษัทไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือมีโรงงานในลาว กัมพูชา เวียดนาม ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยหรือเกณฑ์โฮลดิง คอมปานี

ขณะที่สภาพการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยมีมากเอื้อให้คนซื้อได้ซื้อ คนขายสามารถขายได้เมื่อต้องการ และกำลังลงทุนของคนในประเทศมีมากเพียงพอ เห็นได้จากการเสนอขายหุ้นครั้งแรกของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) สามารถระดมทุนได้มากสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 6.2 หมื่นล้านบาท สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตลาดหุ้นไทย เป็นบทพิสูจน์แล้วว่าตลาดหุ้นไทยมีศักยภาพรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ได้ และยังเป็นการจุดประกายให้กับโครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่นๆ มองตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนสำคัญ

นอกจากนี้ ในหลายๆ ด้านไทยได้รับมาตรฐานสากลของโลกได้ เช่น ระบบการซื้อขาย ระบบบัญชีเป็นไปตามมาตรฐานสากล IFRS เป็นเพราะไทยได้มีการติดตามปรับปรุงให้ได้ตามมาตรฐานบัญชีของโลกอยู่เสมอ ขณะที่เรื่องบรรษัทภิบาล (ซีจี) ในปี 2555 ทางสมาคม Asia Corporate Governance Association ได้ยกอันดับการดูแลกิจการของตลาดทุนไทยเป็นอันดับ 3 จาก 11 ประเทศทั่วเอเชีย เป็นรองเพียงสิงคโปร์และฮ่องกง นับเป็นการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง การสำรวจเมื่อปี 2550 ไทยอยู่ที่อันดับ 8 และในปี 2553 ไทยอยู่ที่อันดับ 4

ไม่เพียงเท่านี้ ในแง่ของระบบการจับคู่คำสั่งซื้อขายของตลาดหุ้นไทย มีความเร็วเทียบเคียงกับระดับโลก โดยมีความเร็ว 150 ไมโครเซกัน เร็วกว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นประมาณ 6 เท่า ซึ่งมีความเร็วอยู่ที่ 1,000 ไมโครเซกัน แต่ยอมรับว่ายังช้ากว่าตลาดหุ้นสิงคโปร์ มีระดับความเร็วอยู่ที่ 85 ไมโครเซกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะวางจุดยืนของตัวเองในอนาคตต้องการเป็นศูนย์กลางตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ แต่ในโครงสร้างภายในเองก็ต้องมีความชัดเจน โดย “จรัมพร” กล่าวว่า รูปแบบของตลาดทุนไทยนั้น พบว่าการซื้อขายในส่วนของผู้ลงทุนรายบุคคลจะมีสัดส่วนที่สูง ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลี

“เมื่อรู้จักตัวตนของเราเราก็สามารถเลือกว่าหน้าตาตลาดหุ้นไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยมองว่าเมื่อ SET เติบโตเป็นผู้ใหญ่จะเลือกเดินตามตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลี เราไม่คิดจะเป็นเหมือนกับตลาดหุ้นสิงคโปร์ที่รองรับกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันเพียงอย่างเดียว โดยเชื่อว่าการมีกลุ่มผู้ลงทุนที่มีการผสมผสานระหว่างรายบุคคลและสถาบันเป็นส่วนผสมที่ลงตัว” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว

ปัจจุบันสัดส่วนการซื้อขายจากผู้ลงทุนรายบุคคลในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 60% แม้ช่วงก่อนหน้านี้เคยขึ้นไปสูงถึงระดับ 7273% ซึ่งถือว่าสูงเกินไป หากสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 5055% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดจะเป็นตัวเลขที่สวย และมองว่าไม่ควรปล่อยให้ผู้ลงทุนรายย่อยซื้อขายหมุนรอบหุ้นมากไป ขณะเดียวกันก็ต้องการนักลงทุนที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับผู้ลงทุน ประชาชน และเยาวชน เพื่อวางรากฐานในการสร้างความแข็งแกร่งแก่สังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “สานโอกาส สร้างพลังเพื่อสังคมไทย”

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นว่าการซื้อขายควรมีนักลงทุนหลายมุมมอง แต่คงจะไม่ใช้แนวทางลดสัดส่วนของกลุ่มผู้ลงทุนรายบุคคล แต่จะอาศัยแนวทางเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันแทน เพราะเห็นว่าควรใช้หลักการเพิ่มในส่วนที่ขาด และที่สำคัญนักลงทุนรายบุคคลในประเทศยังมีโอกาสเติบโตได้อีกสูง จากปัจจุบันมีอยู่เพียง 8.5 แสนบัญชี พิจารณาได้จากตลาดหุ้นไต้หวันกับตลาดหุ้นเกาหลี ซึ่งมีประชากรใกล้เคียงกับประเทศไทย พบว่าจำนวนผู้ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ที่ระดับ 510 ล้านบัญชี

สำหรับแนวทางในการเพิ่มนักลงทุนสถาบันนั้นต้องเพิ่มทุกกลุ่ม ในส่วนของนักลงทุนสถาบันในประเทศเองนั้น ต้องหาช่องทางเพื่อให้ขนาดของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีขนาดใหญ่ขึ้น สำหรับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศคงจะมีการทำการตลาดในทุกตลาดและทุกกลุ่ม เช่น การไปโรดโชว์ในประเทศใหม่ๆ อาทิ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก ส่วนที่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ก็ยังจำเป็นต้องไปนำเสนอข้อมูลอยู่อย่างต่อเนื่อง

“เราจะต้องไปเล่าให้เขาฟังว่ารัฐบาลจะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาท แล้วจะช่วยให้การค้าขายดีขึ้น สินค้าอะไร และบริษัทจดทะเบียนใดบ้างจะได้ประโยชน์ การไปโรดโชว์เพื่อตอกย้ำว่าประเทศไทยมีสตอรีและจะเติบโตได้อีกหลายปี เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นในขณะนี้ยังไม่รวมผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ความสำเร็จของกองทุนรวมบีทีเอสโกรทก็เป็นการจุดประกายให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่าตลาดทุนไทยสามารถรับรองการระดมทุนขนาดใหญ่ได้สบาย หากใครมีโครงการดีๆ มานำเสนอขาย”

ในช่วงปี 2555 ตลาดหุ้นไทยประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้านและให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในเอเชีย ยกเว้นปากีสถาน จุดเด่นประการนี้เป็นแรงจูงใจให้กับกองทุนต่างประเทศเริ่มจัดตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในเรดาร์ของการลงทุน โดยเฉพาะกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ต้องมีหุ้นไทยอยู่ในขอบเขตของการลงทุน อาจไม่ถึงกับให้น้ำหนักลงทุนเต็มเพดาน (Fully Weight) หรือให้น้ำหนักสูงกว่าตลาด แต่อย่างน้อยไม่ควรลงทุนต่ำกว่าตลาด (Under Weight)

ตลาดหลักทรัพย์ฯ คงจะทำงานให้ความรู้กับกองทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย โดยสร้างความรู้จักกับตลาดหุ้นไทยให้มากขึ้นว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกในอนาคต เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ลงทุนต่างชาติหน้าใหม่มาลงทุนเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น

“เวลานี้ได้รับข้อมูลสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะมาจากโบรกเกอร์ต่างประเทศ สถานทูต หรือเครือข่ายนักลงทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศว่าขณะนี้นักลงทุนต่างชาติตกลงใจมาลงทุนในประเทศไทย จากในอดีตไม่เคยได้ยินข้อมูลเหล่านี้เท่าใดนัก ล่าสุด บริษัท เซริซิส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) หรือ Serisys ซึ่งดำเนินธุรกิจซอฟต์แวร์เฮาส์ด้านตลาดทุนจากเยอรมนีตกลงใจจะใช้เมืองไทยเป็นสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคนี้ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติมองว่าไทยสามารถเป็นฮับของตลาดทุนได้ เพราะขนาดซอฟต์แวร์เฮาส์ระดับโลกยังเลือกเมืองไทยเป็นสำนักงานออฟฟิศประจำภูมิภาคนี้” จรัมพร กล่าว

ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แสดงข้อมูลของตลาดหุ้นไทยเป็นที่ยอมรับจากสถาบันระดับโลกในปีที่ผ่านมา ฟุตซี่กรุ๊ป ยกระดับเข้าไปเป็น 1 ใน 10 ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ชั้นนำ หรือ Advanced Emerging Market มีส่วนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อไทยในสายตาผู้ลงทุนต่างชาติ

นอกจากนี้ MSCI ได้เพิ่มหุ้นไทย 4 หลักทรัพย์ คือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และบริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) ในดัชนี MSCI Global Standard Indies ซึ่งถือว่าประเทศไทยมีจำนวนหลักทรัพย์รวมเพิ่มเข้าไปมากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก และเพิ่มสุทธิหุ้นอีก 4 ตัวในการคำนวณดัชนี MSCI Global Small Cap Indies

ผลของการที่มีจำนวนหุ้นถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนีมาตรฐานระดับโลกเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทยและบริษัทจดทะเบียนไทยที่เพิ่มขึ้น แม้ปัจจัยภายนอกในปี 2555 จะมีความผันผวน จะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทยบ้างในบางช่วง แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังสามารถดำเนินงานโดยรวมได้ตามแผนที่ตั้งไว้ เป็นการตอกย้ำความน่าสนใจของตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนไทย ซึ่งจะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในอนาคต รองรับการแข่งขันในระดับนานาประเทศได้ เป็นการสานโอกาสให้ธุรกิจและผู้ลงทุนได้อย่างสมบูรณ์

ช่วงเวลาแห่งการทุบสถิติ

1.ดัชนีหุ้นไทยในปี 2555 มีจุดสูงสุดที่ 1,397.19 จุด (27 ธ.ค.) สูงสุดในรอบ 16 ปี 10 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2539 และปิดที่ระดับ 1,391.93 จุด เพิ่มขึ้น 36% ส่วนปีนี้เพียงช่วง 4 เดือนแรก บวก 7.7% นับว่าสร้างผลตอบแทนในระดับน่าพอใจให้กับผู้ลงทุน โดยในวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยได้ทำสถิติสูงสุดในรอบ 19 ปี ที่ระดับ 1,598.13 จุด

2.มูลค่าการซื้อขายทั้งของตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ รวมกันในปี 2555 อยู่ที่ 1,040 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นครั้งแรกที่แซงหน้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ที่มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 1,025 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากคิดเป็นเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 32,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ตลาดหุ้นสำคัญอื่นๆ ในเอเชียต่างปรับลดลง ส่วนในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยก็สร้างสถิติใหม่มากกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นแตะระดับ 1 แสนล้านบาท ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้นในปี 2518

3.มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหลักทรัพย์รวม (มาร์เก็ตแคป) ทั้งสองตลาดจากระดับ 8.5 ล้านล้านบาท ในปี 2554 เพิ่มเป็น 11.8 ล้านล้านบาท ในปี 2555 และ ณ วันที่ 22 เม.ย. อยู่ที่ 13.32 ล้านล้านบาท สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้น

4.จำนวนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีขนาดของมาร์เก็ตแคปเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และซื้อขายเกิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน มีเพิ่มขึ้นเป็น 33 บริษัท แซงหน้าสิงคโปร์ที่มีจำนวน 27 บริษัท

5.มูลค่าการระดมทุนและมาร์เก็ตแคปของหุ้นไอพีโอในปี 2555 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 10 ปี โดยมาร์เก็ตแคปของหุ้นเข้าใหม่รวมแล้วมีจำนวน 115,768 ล้านบาท

ขณะที่มูลค่าการเพิ่มทุนของบริษัทจดทะเบียนและกองทุนอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่ารวม 257,819 ล้านบาท จาก 162 บริษัท เป็นบริษัทจดทะเบียนใน SET จำนวน 122 บริษัท หรือคิดเป็น 237,997 ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ 35 บริษัท หรือคิดเป็น 3,069 ล้านบาท และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อีก 5 กองทุน มูลค่ารวม 16,753 ล้านบาท ล่าสุดกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) เสนอขายไอพีโอช่วงเดือน เม.ย. 2556 สามารถระดมทุนได้สูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท ทำสถิติสูงสุด

จากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี หรือระหว่างปี 25472556 ภาคธุรกิจได้ระดมทุนผ่านตลาดทุนเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.17 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย มูลค่าการระดมทุนที่เป็นการเพิ่มทุนจดทะเบียน จำนวน 8.37 แสนล้านบาท มูลค่าระดมทุนผ่านไอพีโอ และบริษัทเข้าจดทะเบียนทางอ้อม (Reverse Takeover : RTO) อีก 3.33 แสนล้านบาท

เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

1.ขยายฐานผู้ลงทุน ตามแผนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเอง ได้กำหนดเพิ่มจำนวนบัญชีผู้ลงทุนบุคคลที่ซื้อขายหุ้นอีก 9.66 หมื่นบัญชี ภายในปี 2556 นี้ และ 3 ปีข้างหน้า คาดหวังว่าเพิ่มบัญชีเป็น 1.2 ล้านบัญชี

ส่วนจำนวนบัญชีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 2.2 หมื่นบัญชี หลังจากปีที่ผ่านมาทั้งสองตลาดมีจำนวนบัญชีใหม่ทะลุเป้าเป็นประวัติการณ์ร่วมกว่า 1 แสนบัญชี เติบโตประมาณ 15% ตลาดจะเน้นขยายฐานไปยังกลุ่มผู้ลงทุนรายบุคคลรายใหม่ที่เป็นผู้ออมในระบบธนาคาร ผู้เริ่มลงทุน คนรุ่นใหม่ และกลุ่มผู้นิยมออนไลน์ เพราะปัจจุบันพบว่าการซื้อขายผ่านบัญชีอินเทอร์เน็ตเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมามูลค่าการซื้อหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ตของผู้ลงทุนบุคคลสูงกว่า 50% เป็นครั้งแรก

2.มุ่งหวังเพิ่มมาร์เก็ตแคปจากหุ้นเข้าใหม่ปีนี้ 1.2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ได้รวมกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ บริษัทโฮลดิงจากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS)

3.ความร่วมมือกับกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงและอาเซียน ใช้โอกาสกรณีประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ประเทศกัมพูชา เมียนมาร์ ลาว และเวียดนาม มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทำให้มีความต้องการระดมทุน ให้หันมาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งในการระดมทุน โดยเตรียมช่องทางการเข้าจดทะเบียนของบริษัทโฮลดิงที่ทำธุรกิจในกลุ่มประเทศเหล่านี้ พร้อมกับให้การสนับสนุนการเชื่อมโยงและให้บริการหลังการซื้อขายระหว่างตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุน GMS

ขณะเดียวกัน ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์อาเซียน จัดงาน Roadshow Invest Asean และเตรียมออกดัชนีใหม่สำหรับหลักทรัพย์อาเซียน (broadbased Asean Index, ASEAN Star Index และ Sectorial Index) เพื่อเป็นฐานสำหรับการออกกองทุนต่างๆ

4.พัฒนาสินค้าและบริการพร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดแผนจะพัฒนาระบบการซื้อขายและระบบการชำระราคาสำหรับตลาดอนุพันธ์ คาดว่าจะเริ่มใช้งานในปี 2557 พร้อมกับปรับปรุงช่องทางระบบการซื้อขาย เช่น Direct Market Access (DMA) และ Program Trading ซึ่งมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

5.ยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนไทย ด้วยการปรับปรุงหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนให้สอดคล้องกับเกณฑ์การวัดระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระดับอาเซียน (ASEAN CG Scorecard) เพื่อเพิ่มศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยให้เป็นหลักทรัพย์ที่น่าลงทุนในมุมมองของผู้ลงทุนต่างประเทศ นอกจากนี้ จะส่งเสริมให้สถาบันเพื่อสังคม (CSRI) เป็นสถาบันหลักในการพัฒนาความรู้แก่บริษัทจดทะเบียนไทยเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และผลักดันสู่การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ บจ.ได้รับการคัดเลือกเข้าไปคำนวณอยู่ในกลุ่มดัชนีแห่งความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Indices (DJSI)

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ