posttoday
เฟอร์นิเจอร์ไทย ยึดพื้นที่ออฟฟิศเมียนมาร์

เฟอร์นิเจอร์ไทย ยึดพื้นที่ออฟฟิศเมียนมาร์

29 เมษายน 2556

การทำธุรกิจในเมืองไทยสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันค่อนข้างสูง

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

การทำธุรกิจในเมืองไทยสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันค่อนข้างสูง และผู้ผลิตรายใหญ่ยึดตลาดไว้เกือบหมดแล้ว เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพจึงต้องสร้างจุดต่างและขยายตลาดในต่างประเทศ

พิมพ์รัตน์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ เซ็นเจอร์ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน เล่าว่า เริ่มศึกษาและนำสินค้าไปขายในตลาดเมียนมาร์เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการทำธุรกิจในเมืองไทยมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีงบประมาณลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ไม่มากเท่ากับรายใหญ่ จึงต้องกระจายความเสี่ยงและขยายตลาดในอาเซียน

เฟอร์นิเจอร์ไทย ยึดพื้นที่ออฟฟิศเมียนมาร์

 

 

 

 

 

 

การทำธุรกิจในเมียนมาร์เริ่มจากการหาคู่ค้าที่ไว้ใจได้ ซึ่งเซ็นเจอร์มีผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นคู่ค้า ที่เข้าไปตั้งโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ในเมียนมาร์มานาน และรู้จักตลาดเป็นอย่างดี จึงได้ร่วมจัดตั้งบริษัทร่วมทุน คือ เซ็นเจอร์เมียนมาร์ โดยให้คู่ค้าเป็นผู้ทำตลาด

จากนั้นส่งทีมขายสินค้าของเมียนมาร์มาเรียนรู้งานในเมืองไทย ศึกษาการทำงานในโรงงานผลิต เพื่อให้รู้จักสินค้ามากที่สุด เป็นประโยชน์ต่อการเสนอขายสินค้า โดยเซ็นเจอร์ประเทศไทยจัดส่งสินค้าไปเมียนมาร์ และให้บริการแนะนำการตกแต่งให้ลูกค้าด้วย

ตลาดเฟอร์นิเจอร์ออฟฟิศในเมียนมาร์ขยายตัวอย่างมาก แต่ผู้ผลิตท้องถิ่นไม่มีความเข้มแข็ง สินค้าไม่มีดีไซน์ แค่วางขายในโชว์รูมแล้วให้ลูกค้าเลือกซื้อ เมื่อนำไปจัดวางรวมกันแล้วอาจดูไม่เข้ากันและดูไม่เป็นมืออาชีพ ทำให้สินค้าของไทยถูกจัดเป็นระดับพรีเมี่ยม เมื่อบวกกับบริการการตกแต่ง แนะนำลูกค้า ยิ่งทำให้ลูกค้าชื่นชอบมาก เช่น เฟอร์นิเจอร์ของทีมขายอาจไม่ต้องใช้โต๊ะทำงานหลายตัว แต่ใช้โต๊ะประชุมแทน เพราะทีมงานทำงานนอกสถานที่

ขณะที่คู่แข่งสำคัญ คือผู้ประกอบการมาเลเซีย ที่เข้าไปทำตลาดก่อน ยังไม่มีการให้บริการเหมือนกับของไทย ทำให้บริษัทสามารถสร้างความแตกต่างได้ โดยลูกค้าของส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนไทย ที่เข้าไปลงทุนอยู่ในเมียนมาร์

นักลงทุนที่แห่เข้าไปทำธุรกิจในเมียนมาร์กันอย่างคึกคัก ทำให้ความต้องการเฟอร์นิเจอร์ออฟฟิศเติบโตอย่างรวดเร็ว ลูกค้าต้องการสินค้าอย่างเร็วที่สุด สั่งแล้วต้องมีสินค้าให้เลย หากบอกให้รอ 60 วัน ลูกค้าจะไม่ซื้อ ทำให้บริษัทต้องวางแผนเก็บและบริหารจัดการสต๊อกสินค้าที่เมียนมาร์ ต้องเดาใจลูกค้าว่าต้องการสินค้าแบบไหนเป็นประจำ ก็ต้องสต๊อกไว้ เพื่อให้บริการลูกค้าได้ทันที จุดเด่นนี้ทำให้มีลูกค้าต่อเนื่อง ต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นที่ยังมองว่าการสต๊อกสินค้าเป็นต้นทุน

สำหรับการเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในเมียนมาร์นั้นเคยศึกษาไว้ แต่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ เนื่องจากการผลิตสินค้าในเมียนมาร์ยังต้องนำเข้าวัตถุดิบจากไทย และระบบสาธารณูปโภคยังไม่พร้อม ดังนั้นตอนนี้จึงมีเพียงแผนขยายโกดังเก็บสินค้าที่เมียนมาร์ เพื่อรองรับธุรกิจที่กำลังเติบโต

เมื่อตลาดเมียนมาร์เริ่มอยู่ตัว บริษัทได้มองลู่ทางขยายธุรกิจไปที่กัมพูชาต่อไป เนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมมากขึ้น มีนักลงทุนเข้าไปทำธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสที่จะนำสินค้าเข้าไปเจาะตลาดได้ โดยต้นเดือน พ.ค. 2556 จะเริ่มนำสินค้าเข้าไปขาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาคู่ค้าอยู่

“เอสเอ็มอีทุกรายสามารถออกไปทำตลาดต่างประเทศได้อยู่แล้ว หากผู้ประกอบการมีความตั้งใจจริง อย่ากลัวที่จะออกไปศึกษาตลาด ต้องกล้าเสี่ยง แต่จำเป็นต้องศึกษากฎระเบียบ กฎหมาย และข้อมูลอย่างละเอียด รวมทั้งการหาคู่ค้าที่ดีก็เป็นกุญแจสำคัญทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้”

เฟอร์นิเจอร์ไทย ยึดพื้นที่ออฟฟิศเมียนมาร์

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ