
2558
ปิดฉากกันไปแล้ว สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนัดแรกของปีนี้ หรืออาเซียนซัมมิต ครั้งที่ 22
ปิดฉากกันไปแล้ว สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนัดแรกของปีนี้ หรืออาเซียนซัมมิต ครั้งที่ 22 ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เมืองหลวงของประเทศบรูไน เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้นำ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนหารือกันคือ การเตรียมพร้อมสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในช่วงปลายปี 2558 ที่หลายฝ่ายตั้งข้อกังขามาตลอดว่าจะเป็นรูปธรรมได้มากน้อยแค่ไหน
ในการประชุมนัดนี้ บรรดาผู้นำก็ยอมรับว่า คงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วาดฝันไว้ได้ทั้งหมดภายในสิ้นปี 2558 แต่ก็ยังคาดหวังว่าจะสามารถดำเนินการมาตรการสำคัญๆ ได้สำเร็จ
ทำให้ตอนนี้ผู้นำอาเซียน 10 ประเทศมองว่า กำหนดปลายปี 2558 นั้น อาจเป็นเพียง หนึ่งเหตุการณ์สำคัญ หรือ Milestone เพื่อการก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอย่างแท้จริงในอนาคต
สำหรับเรื่องนี้ เล เลือง มินห์ เลขาธิการอาเซียน เปรียบเทียบว่า เหมือนกับการสร้างบ้าน และหวังว่าจะสามารถสร้างโครงสร้างได้สำเร็จ โดยย้ำว่า ภายในปี 2558 ประเทศสมาชิกควรมุ่งเน้นเรื่องการบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบสูงสุดต่อการยกระดับเศรษฐกิจของภูมิภาค เช่น การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและพิธีการศุลกากร การปรับปรุงศักยภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ พร้อมกับกระตุ้นเตือนว่า ประเทศต่างๆ ต้องเร่งปรับกฎหมายภายใน เพื่อลดอุปสรรคการลงทุนของต่างชาติด้วย
มาถึงวันนี้ คงต้องยอมรับกันนะคะว่าทุกประเทศอาเซียนต่างตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะรู้ว่าการแข่งขันกันเองและต่อสู้เพียงลำพังอาจไม่เหมาะสำหรับโลกการค้าการลงทุนสมัยนี้อีกต่อไป
และนับตั้งแต่ปี 2550 ที่มีการประกาศพิมพ์เขียวของการรวมตัวเป็นตลาดเดียวของอาเซียนมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศสมาชิกก็สามารถดำเนินมาตรการต่างๆ ตามเป้าหมายที่วางไว้ในพิมพ์เขียวได้แล้วประมาณ 3 ใน 4 ของทั้งหมด
แต่หากเจาะลึกลงไปแต่ละหัวข้อ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า แค่ทำเป็นพิธีพอให้นับได้ว่ามีความคืบหน้าของการเจรจา แต่เมื่อดูในแง่ปฏิบัติจริงก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า
ระหว่างการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็พบว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวในอาเซียนเพิ่มขึ้นจาก 2,267 เหรียญสหรัฐ เป็น 3,759 เหรียญสหรัฐ
แต่ขณะที่ประชาชนมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เศรษฐกิจเติบโตกว่าภูมิภาคอื่นๆ มีการลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับประเทศสมาชิกลง เพื่อทำให้การค้าขายระหว่างกันคล่องตัวมากขึ้น เรากลับเห็นประเทศเพื่อนบ้านเลือกใช้มาตรการอื่นๆ นอกเหนือจากภาษี ไม่ว่าจะเป็น ภาษีส่งออก กฎระเบียบด้านการนำเข้า เพื่อกีดกันการนำเข้าสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกันอย่างกว้างขวางต่อไป
อุปสรรคยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะนักวิเคราะห์บางส่วนก็มองว่า ในการเป็นประชาคมอาเซียนนี้ การบรรลุเป้าหมายในอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น การลงทุนและการคมนาคมขนส่ง อาจเป็นเรื่องหินพอสมควร เพราะอาจต้องแลกกับการที่รัฐบาลประเทศสมาชิกจำเป็นต้องลดการปกป้องบางอุตสาหกรรม เช่น โทรคมนาคมและการบิน ซึ่งนับถึงปัจจุบัน หลายประเทศก็ยังไม่ต้องการเปิดเสรีด้านดังกล่าว
หรือบางประเทศบอกว่า จะเปิดเสรีด้านโทรคมนาคมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนธุรกิจโทรเลข ทั้งที่ความจริงประเทศนั้นเลิกใช้โทรเลขไปแล้ว
นอกจากนี้ อีกประเด็นสำคัญของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง คงอยู่ที่ว่า เมื่อออกกฎกติกามาแล้ว ประเทศสมาชิกจะเต็มใจ จริงใจปฏิบัติตามมากน้อยแค่ไหน
เนื่องจากการรวมตัวกันนี้ น่าจะเป็นเรื่องของใจล้วนๆ ไม่มีกลไกบทลงโทษชัดเจน หากสมาชิกไม่ปฏิบัติตามกฎที่ตกลงกัน







