
กิตติรัตน์มั่นใจ บาทไม่หลุด28 ยืนยันปีนี้ศก.ดี
กิตติรัตน์มั่นใจ ไม่เห็นค่าเงินหลุด 28 บาท/เหรียญสหรัฐ
กิตติรัตน์มั่นใจ ไม่เห็นค่าเงินหลุด 28 บาท/เหรียญสหรัฐ ห่วงบาทแข็งฉุดส่งออก ทำเศรษฐกิจไม่โตตามคาด
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ว่า ไม่เชื่อว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปเป็น 28 บาท หรือ 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยที่ไม่มีใครไม่พยายามประคับประคอง
“ไทยยังต้องพึ่งการส่งออกอยู่ ถ้าบาทแข็ง โอกาสของการขยายตัวของการส่งออกก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ถ้าโตไม่ได้หรือน้อย ก็จะมีผลกระทบต่อการจ้างงาน กำลังซื้อ การมีงานทำ มีรายได้” นายกิตติรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ หน่วยงานทางเศรษฐกิจคาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไว้ที่ 4.55.5% ค่ากลางอยู่ที่ 5% แต่เมื่อเห็นจีดีพีไตรมาส 4 ปีที่แล้ว บางหน่วยงานก็ปรับจีดีพีสูงขึ้น ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขนาดนี้ ถ้าไม่แก้ปัญหาให้อัตราแลกเปลี่ยนไปสู่ในระดับที่เหมาะสม เศรษฐกิจก็อาจขยายตัวชะลอลง
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเป็นการแข็งค่าที่เร็วและไม่เกิดเสถียรภาพ เป็นผลกระทบจากค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐและค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารต่างๆ โดยภาคธุรกิจการส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรง อาจทำให้ภาพรวมตัวเลขการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโตได้ในอัตรา 89% ต้องชะลอตัวลง ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงการคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพิจารณาเร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออก และแก้ไขปัญหาต่างๆ อาทิ การชำระหนี้เงินทุนต่างประเทศก่อน ภาคเอกชนช่วยได้ในการนำเข้าเครื่องจักรในช่วงเงินบาทแข็ง เป็นการช่วยกันคนละไม้คนละมือ
แต่การหารือในการกำหนดนโยบายการเงิน การกำหนดนโยบายการคลัง งบประมาณที่เสนอต่อสภา ก็เป็นเรื่งอที่ต้องทำควบคู่กันไป ผมไม่เชื่อว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปเป็น 28 บาท หรือ 27 บาท โดยที่ไม่มีใครไม่พยายามประคับประคอง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ถึงเศรษฐกิจไทยในภาวะที่ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า28บาท โดยยอมรับว่าการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเป็นการแข็งค่าที่เร็วและไม่เกิดเสถียรภาพ เป็นผลกระทบจากค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐ และค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารต่าง ๆ โดยภาคธุรกิจการส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรง อาจทำให้ภาพรวมตัวเลขการส่งออก ที่คาดว่าจะเติบโตได้ในอัตรา ร้อยละ 89 ต้องชะลอตัวลง ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงการคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อพิจารณาเร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออก และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อาทิ การชำระหนี้เงินทุนต่างประเทศก่อนกำหนด การจัดโรดโชว์เพื่อเปิดตลาดใหม่ ๆ ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้จัดกิจกรรมเปิดตลาดสำคัญใน 7 ประเทศ และจะไม่ดำเนินนโยบายกู้เงินจากต่างประเทศให้กลายเป็นปัญหาเพิ่มขึ้น ส่วนที่จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยลงนั้น ตนเองไม่สามารถไปก้าวก่ายการทำงานได้
นายกิตติรัตน์ ยอมรับว่า สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่คาดการณ์ว่าปีนี้จะเติบโตได้ร้อยละ 4.55.5 นั้น ยอมรับว่าเศรษฐกิจจะเติบโตช้าลง แต่ขอให้ภาคธุรกิจมั่นใจการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ทั้งนี้หากไทยไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาที่เราได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่ควรออกมาตรการใด ๆ ควบคุมการไหลเข้าออกของตลาดเงิน และคงไม่สามารถคาดหวังว่าเงินบาทจะกลับไปอ่อนค่าอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้







