
ตลาดทุนไทยยอดเยี่ยมแซงหน้าเพื่อนบ้าน
ตลาดทุนไทยยอดเยี่ยม คว้า 82 คะแนนจากธนาคารโลก
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) โชว์คะแนนผลการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านบรรษัทภิบาล(Report on the Observance of Standards and Codes:Corporate Governance Country Assessment: CGROSC) ของตลาดทุนไทย โดยธนาคารโลก
CGROSC เป็นโครงการของธนาคารโลกที่ประเมินว่าตลาดทุนของประเทศนั้น ๆ มีกฎเกณฑ์และการปฏิบัติเป็นไปตามมาตรฐานสากลมากน้อยเพียงใด ตามหลักการขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Principles) และได้ประเมินในภาพรวมตามหลักOECD ใน 6 หมวดหลัก
ได้แก่ 1.การบังคับใช้กฎหมายและกรอบการดำเนินการด้านบรรษัทภิบาล 2.สิทธิของผู้ถือหุ้น 3. การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียม 4. บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท 5. การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส และ6. บทบาทและความรับผิดชอบของกรรมการบริษัท
ผลปรากฎว่าไทยได้คะแนนรวม 82.83 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และทำได้ดีเมื่อเทียบกับการประเมินครั้งก่อนเมื่อปี 2548 ได้คะแนนรวม 67.66 คะแนน เท่านั้น ที่มาของการได้คะแนนประเมินค่อนข้างสูง เนื่องจากในทุก 6 หมวด ตลาดทุนไทย ได้คะแนนสูงเกินระดับ 80 คะแนน ยกเว้นเพียงหมวดการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกันได้คะแนน 76 คะแนนเท่านั้น โดยในหมวดของการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส เป็นหมวดที่ได้รับคะแนนประเมินสูงที่สุด 87 คะแนน สูงกว่าประเทศมาเลเซียที่มีการประเมินปีนี้เช่นกันโดยได้คะแนนในหมวดนี้เพียง 79 คะแนน เท่านั้น
นายเดวิด โรบิแนท ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาภาคเอกชน ธนาคารโลก กล่าวว่า ปัจจุบันมีประเทศเข้ารับการประเมินและเผยแพร่โครงการCGROSC จำนวน 59 ประเทศ จำนวนทั้งทั้ง 81 โครงการ โดยประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เข้าร่วมโครงการแล้วเช่น บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ รัสเซีย ไทยและเวียดนาม
ผลการประเมินในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นผู้นำด้านบรรษัทภิบาลในภูมิภาคเอเชียและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยจุดเด่นของตลาดทุนไทยทำให้ได้รับคะแนนที่ดี ได้แก่ ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(ไอโอดี)
ขณะเดียวกันยังได้มีการทบทวนกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย ชัดเจน เข้าใจง่าย และลดความซ้ำซ้อน มีการนำหลักcommon lawมาใช้ในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร สอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากล มีการยกระดับธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจและปรับปรุงบทบาทภาครัฐในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลทั้งก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง มีการประสานความร่วมมือกัน มีกฎหมายและกฎเกณฑ์เพื่อการพัฒนาบรรษัทภิบาล การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียบมตามมาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชีสากลยังสามารถพัฒนาให้เพิ่มได้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกมีข้อเสนอแนะในประเด็นหลัก ๆ ที่เห็นว่าตลาดทุนไทยยังต้องปรับปรุงและสามารถพัฒนาได้ โดยเฉพาะ รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนยังมีบางประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับหลักบรรษัทภิบาลที่เป็นมาตรฐานสากลตามหลักของOECD และควรปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานเดียวกับบริษัทจดทะเบียนทั่วไป เช่น คุณสมบัติกรรมการ จำนวนกรรมการที่เป็นข้าราชการ กระบวนการคัดเลือกกรรมการที่โปร่งใส การตรวจสอบงบการเงินโดยผู้สอบบัญชีที่สามารถตรวจสอบบัญชีได้ตามมาตรฐานสากล และบทบาทของกระทรวงต่าง ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเจ้าของกิจการที่ควรกำหนดนโยบายในการสนับสนุนให้เกิดบรรษัทภิบาลในรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการส่งเสริมความเป็นอิสระและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของก.ล.ต.และธปท. การปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาผู้ถือหุ้น การเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วนรวมทั้งข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงิน ส่งเสริมความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชี
รวมถึงความเป็นอิสระของคณะกรรมการในประเด็นที่ว่า ประธานคณะกรรมการและ กรรมการผู้จัดการของบริษัทจดทะเบียน ส่วนใหญ่จะเป็นคนละคนกัน แต่การที่ประธานคณะกรรมการทำงานเต็มเวลา หรือมีวาระการดำรงตำแหน่งที่ยาวนาว หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีอิทธิพลในการคัดเลือกกรรมการหรือกรรมการผู้จัดการ อาจเกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของกรรมการได้
ดังนั้นจึงควรกระตุ้นให้คณะกรรมการมีความเป็นอิสระมากขึ้น เช่นประธานกรรมการไม่ควรทำงานเต็มเวลา วาระการดำรงตำแหน่งไม่ควรเกิน 912 ปี และในการคัดเลือกกรรมการ คณะกรรมการสรรหา ควรให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถเสนอชื่อบุคคลที่จะสมัครเป็นกรรมการและลดอิทธิพลของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และที่สำคัญคณะกรรมการบริษัทควรรับผิดชอบต่อการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการผู้จัดการ“วรพล โสคติยานุรักษ์” เลขาธิการสำนักงานก.ล.ต. กล่าวเสริมว่า คะแนนประเมิน CGROSCของไทยในรอบนี้เรียกได้ว่าสูง ทางก.ล.ต.คงไม่กำหนดเป้าหมายในการประเมินรอบต่อไป เพราะคะแนนจะยากขึ้น โดยที่ผ่านมาในเรื่องกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทางก.ล.ต.ได้ดำเนินการปรับปรุงไปหมดแล้ว การทำงานหลังจากนี้จะเป็นในเรื่องของการรณรงค์ให้เกิดการปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดีต่อกันและกัน(good practice) มากกว่า
“บัณฑิต นิจถาวร” กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กล่าวว่า ในข้อเสนอแนะของธนาคารโลกเกี่ยวกับประเด็นของรัฐวิสากิจนั้น เป็นข้อเสนอแนะที่มีเหตมีผล ถึงการจะให้มาตรฐานของรัฐวิสาหกิจเป็นไปในมาตรฐานเดียวกับภาคเอกชน เพราะในหลายประเด็นหากใช้มาตรวัดของเอกชนมาวัดการทำงานของรัฐวิสาหกิจ ผลออกมาอาจมีความหย่อนยาน แต่หากใช้มาตรวัดของทางภาครัฐใช้ในการประเมินทำงานของรัฐวิสาหกิจผลที่ได้อาจออกมาดูดี
ดังนั้น ควรรับฟังและนำข้อเสนอของธนาคารโลกในประเด็นนี้ไปปรับปรุง เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนที่เป็นรัฐวิสาหกิจใช้วิธิการใกล้เคียงภาคเอกชนมากขึ้น
ทางด้าน “วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง ได้กล่าวว่า การมีบรรษัทภิบาลที่ดีทำให้บริษัทจดทะเบียนมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน และในส่วนของบริษัทจะลงทุนในบริษัทที่ได้รับดาวจากไอโอดีตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ข้อท้วงติงของธนาคารโลกในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทจดทะเบียนไทยนั้น ในความคิดเห็นส่วนตัวกลับมีความคิดเห็นแตกต่างจากธนาคารโลก โดยเห็นว่าจะนิยมลงทุนในบริษัทที่มีเจ้าของ หรือมีเถ้าแก่คอยดูแลอยู่ เพราะเจ้าของจะไม่ปล่อยให้คนนอกเข้ามาปล้นได้ง่าย ๆ โดยจะดูแลบริษัทเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นความคิดเห็นแตกต่างจากทางซีกตะวันตกที่เห็นว่าไม่ควรปล่อยให้ประธานกรรมการเข้ามานั่งในบอร์ดนานเกินไป
“จรัมพร โชติกเสถียร” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนไทยมีการยกระดับที่ดี จนมี 2 บริษัทใหญ่ คือ บริษัท ปตท(PTT) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย(SCG) ถูกนำไปคำนวนใน Dow Jones Sustainability Index และขณะนี้พบว่ามีอีก 13 บริษัท เข้าตา และอาจมีคุณสมบัติเข้าข่ายถูกนำไปคำนวณในดัชนีดังกล่าวในอนาคต ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าหมายว่าภายใน3 ปีข้างหน้า น่าจะมีอีก 67 บริษัท ถูกนำไปคำนวณดัชนีดังกล่าว ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์มีแผนจะจัดทำดัชนี Sustainability ขึ้นมาเองภายใน 2 ปีข้างหน้านี้







