
ผมเตือนให้ขายทองทิ้งตั้งแต่ปีก่อน
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ http://facebook.com/VI.Kitichai
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ http://facebook.com/VI.Kitichai
ถ้าท่านผู้อ่านได้อ่านหนังสือ “จาก 1 ล้าน เป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร” ที่ผมเขียนและออกจำหน่ายเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และปฏิบัติตามคำแนะนำในหนังสือ ก็คงไม่ต้องทุกข์กับภาวะขาดทุนจากการถือครองทอง ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ Gold Future หรือกองทุนที่ลงทุนในทองคำ
ผมจำได้ว่า นายจอร์จ โซรอส และนักวิเคราะห์หลายๆ รายเชียร์ให้ซื้อทองคำ โดยคาดการณ์ว่าทองจะวิ่งไปที่ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ผมเขียนในหนังสือไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วว่าควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในทองคำ เพราะว่าเสน่ห์ของมันจะน้อยลงเรื่อยๆ
เศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มดูดีขึ้นเรื่อยๆ การที่ญี่ปุ่นออกมาตรการคล้ายๆ มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่น|มีแนวโน้มดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจของประเทศอันดับหนึ่งกับอันดับ 3 ดีขึ้น ความต้องการที่จะลงทุนในทองน่าจะน้อยลง และโอกาสที่เฟดจะยกเลิกมาตรการคิวอีในครึ่งแรกของปีหน้า มีโอกาสค่อนข้างมาก
เราเริ่มจะเห็นและได้ยินความเห็นของกรรมการเฟดบางรายเริ่มออกมาพูดถึงการยุติคิวอีบ้างแล้ว ยิ่งถ้าตัวเลขการว่างงาน ถ้าน้อยกว่าเป้าหมายของเฟดติดต่อกัน 2-3 เดือน การยุติคิวอีก็น่าจะได้เห็นกัน
ค่าเงินดอลลาร์คงจะเริ่มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ และจะส่งผลกระทบให้กับราคาทองคำในตลาดโลกให้แล่นลงไปได้อีก การถือครองทองนั้นจริงๆ แล้วมีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะท่านที่ถือทองคำแท่ง
ผมเชื่อว่าท่านคงต้องเก็บรักษาไว้ โครงการฝากในตู้นิรภัยของธนาคารซึ่งต้องเสียค่าเช่าตู้เป็นรายปี และท่านคงต้องมีเงินฝากเป็นหลักล้านบาทขึ้นไป ทางธนาคารจึงจะให้ท่านเช่าตู้ดังกล่าวได้ การซื้อหุ้น ท่านยังได้รับเงินปันผล การซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตร ท่านจะได้ดอกเบี้ย การซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า ท่านก็ได้ค่าเช่า แต่การซื้อทอง ท่านจะไม่มีรายได้อะไรเลย ถ้าราคาทองไม่ขึ้น อย่างดีก็ได้แค่ลูบๆ คลำๆ ทองแท่งของท่านเท่านั้น
ช่วงปี 2513 ถึง 2523 ทองขึ้นจาก 35 เหรียญสหรัฐ ไปทำจุดสูงสุดที่ 835 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2,286% หลังจากนั้นราคาทองก็ดิ่งลงไปเรื่อยๆ จนเหลือราคาเพียง 300 เหรียญสหรัฐ ลดลงไปถึง 64% ภายใน 3 ปี หลังจากนั้นก็แกว่งตัวในช่วงราคาหนึ่ง แล้วลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 250 เหรียญสหรัฐ ในปี 2542 ลองจินตนาการดูสิครับ ถ้าท่านซื้อทองไว้ตอน 800 เหรียญสหรัฐ ในปี 2523 ท่านจะตกอยู่ในสภาพใดในช่วงระหว่างปี 2523-2526
ไม่รู้คราวนี้ท่านที่ถือทองไว้ในช่วงนี้จะเจอประสบการณ์เดียวกับนักลงทุนทองยุคนั้นหรือไม่ ผมคิดว่ามีโอกาสครับ แต่ความรุนแรงอาจจะน้อยกว่า อย่าลืมนะครับ คนไทยที่ซื้อทองโดน 2 เด้งนะครับ จากราคาทองโลกที่ตกลง และค่าเงินบาทที่แข็งเอาแข็งเอาทุกวัน จนเราเห็นเงินบาทที่ 28.58 บาท
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและทางยูบีเอส ก็คาดการณ์ว่าปีนี้จะเห็นเงินบาทที่ 28 บาท และปีหน้าที่ 27 บาท ยิ่งทำให้ราคาทองในประเทศที่โค้ดราคาเป็นบาทยิ่งต่ำลง การที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่าเป็นเพราะไซปรัสจะหอบทองออกมาขายในตลาดประมาณ 10 ตัน จากที่ถืออยู่ 15 ตัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นปริมาณที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบมูลค่าซื้อของทองคำของทั้งโลก
ช่วงนี้น่าจะเป็นผลทางจิตวิทยาเล็กๆ เท่านั้น ช่วงนี้เราจะเห็นนักวิเคราะห์เปลี่ยนคำแนะนำเป็นขายหรือลดการถือครองทองคำ
โกลด์แมน แซคส์ ที่เคยเชียร์ซื้อทองคำปีที่แล้ว ตอนนี้ก็เชียร์ขายแล้ว จอร์จ โซรอส ที่เชียร์ซื้อเหมือนกันเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ก็มีข่าวว่าลดการถือครองทองไปมากกว่าครึ่งแล้ว ตอนนี้นักลงทุนเริ่มมองเห็นว่าทองคำไม่ใช่การพักเงินที่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ยิ่งอัตราเงินเฟ้อของโลกยังอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำทั้งๆ ที่รัฐบาลกลางของประเทศเศรษฐกิจหลักๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) อังกฤษ ญี่ปุ่น ปั๊มเงินออกมาในท้องตลาดมากมายมหาศาลขนาดนี้ ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ก็ไม่ได้พุ่งไปสักเท่าใด ราคาน้ำมันก็มีแต่ทรงกับทรุด ดูๆ แล้วก็น่าหนักใจแทนคนรวยที่ถือทองไว้ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม กลายเป็นทุกข์ของคนรวยจริงๆ ทองคำรอบนี้วิ่งติดต่อมาราธอนมายาวนานถึง 12 ปี จากราคาต่ำสุดแถว 258 เหรียญสหรัฐ ในเดือน มี.ค. 2544 จนขึ้นมาสูงสุดที่ 1924 เหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ก.ย. 2554 รวมแล้วขาขึ้นรอบนี้ทองวิ่งมาราธอนขึ้นมา 646% น้อยกว่ารอบก่อน (ปี 2513-2523) ซึ่งขึ้นมา 2,286%
ดังนั้นรอบนี้การปรับตัวคงไม่ลงแรงเหมือนรอบนั้นที่ปรับตัวลงถึง 64% ผมคาดว่าช่วงนี้อาจจะมีการเด้งขึ้นจากการขายมากเกินไป แล้วคงจะมีการปรับตัวลงอีกรอบ แนวรับในระยะยาวผมคิดว่าน่าจะอยู่แถวๆ 1,100 เหรียญสหรัฐ แต่คงจะไม่เห็นราคานี้ในเร็วๆ นี้หรอกครับ







