
เคมบริดจ์ แซทเชล กระเป๋าวินเทจร้อนล้าน
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อ “วงการแฟชั่น” ไม่น้อย
เพราะหากได้มีโอกาสเดินสำรวจห้างสรรพสินค้าหรือแหล่งช็อปปิ้งชื่อดัง เชื่อว่าบรรดาขาช็อปก็จะคุ้นเคยดีกับเสื้อผ้าและเครื่องประดับ “ล้ำเทรนด์” ที่มีทั้ง “สีสัน” “รูปทรง” และแม้กระทั่ง “ฟังก์ชั่น” แปลกแหวกแนวที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกแฟชั่นอย่างแน่นอน
ทว่า ท่ามกลางกระแสดังกล่าวก็มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่กล้าแหวกเทรนด์ด้วยการนำดีไซน์ “ย้อนยุค” ที่เคยโด่งดังและได้รับความนิยมในอดีตมาดัดแปลงให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัวจนกลายเป็นสินค้ายอดฮิตไปทั่วโลก
ดังเช่นกรณีของ จูลี่ ดีน คุณแม่ชาวอังกฤษวัย 45 ปี เจ้าของ “เคมบริดจ์ แซทเชล คอมพานี” (Cambridge Satchel Company) บริษัทผู้ผลิตกระเป๋าหนังชื่อดัง ที่สามารถทำให้ “กระเป๋านักเรียน” สุดเชยกลายเป็น “อิท แบ็ก” (It Bag) ซึ่งเป็นศัพท์ใช้เรียกกระเป๋าที่กำลังมาแรงสุดๆ ในช่วงเวลาเพียงข้ามคืนจนปัจจุบัน บริษัทมีรายได้สูงถึง 12 ล้านปอนด์ (ราว 540 ล้านบาท) ต่อปี มีพนักงาน 84 ชีวิต และสินค้าวางจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อปีที่ผ่านมา ดีน ยังติดโผ “ผู้ทรงอิทธิพลในโลกแฟชั่นมากที่สุด 100 คน” ซึ่งจัดโดยเดรเพอร์ส เว็บไซต์แฟชั่นชื่อดังในเมืองผู้ดี โดยเข้าไปอยู่ในรายชื่อเคียงคู่กับเซเลบคนดังจากทั่วโลก
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของอาณาจักรธุรกิจกระเป๋าเคมบริดจ์ แซทเชล เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 เมื่อจู่ๆ คุณแม่ลูกสองรายนี้ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ ค้นพบว่า เอมิลี ลูกสาว ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 8 ปี ถูกเพื่อนร่วมห้องที่โรงเรียนกลั่นแกล้งและทำร้ายร่างกายจนบอบช้ำ
“ฉันเสียใจมาก จึงสัญญากับลูกว่า แม่จะต้องหาโรงเรียนใหม่ให้ลูกให้ได้” ดีน เผยถึงแรงบันดาลใจในการตั้งบริษัท
ทว่า การย้ายลูกสาวไปยังโรงเรียนเอกชนที่ค่าเทอมสูงถึงปีละ 1.2 หมื่นปอนด์ (ราว 5.4 แสนบาท) ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย สาวเจ้าจึงนั่งทำลิสต์ “10 วิธีในการหาเงิน” โดยที่ข้อหนึ่งในนั้นก็คือการทำกระเป๋าแซทเชลขายนั่นเอง
“ในช่วงนั้น ลูกๆ กำลังเห่อหนังสือเรื่อง แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ มาก และขอให้ฉันทำกระเป๋านักเรียนแบบที่นักเรียนฮอกวอตส์เขาใช้กัน ฉันก็เลยตัดสินใจจ้างช่างเย็บกระเป๋านักเรียนหนังสีน้ำตาล 8 ใบ ทั้งนำมาให้ลูกๆ ใช้ และลองขายดู”
นอกจากนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ดีน ยังชื่นชอบกระเป๋านักเรียนแบบดั้งเดิม เพราะมองว่ามีคุณภาพมากกว่าแบ็กแพ็กที่นักเรียนรุ่นใหม่ใช้สะพายกัน
งานนี้ สาวเจ้าใช้ทุนตั้งตัวเพียง 600 ปอนด์ (ราว 2.7 หมื่นบาท) โดยเป็นค่าเย็บกระเป๋า รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเปิดร้านในย่านโคเวนท์ การ์เด้น ในกรุงลอนดอน โดยตั้งราคาอยู่ที่ 80130 ปอนด์ (ราว 3,6005,800 บาท)
ในช่วงสัปดาห์แรกนั้น เคมบริดจ์ แซทเชล ขายกระเป๋าได้เพียงใบเดียว ทว่า ดีน ก็ไม่ยอมแพ้ เพราะมุ่งมั่นที่จะต้องส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนดีๆ ให้ได้ จึงตัดสินใจเดินแจกใบปลิวตามร้านค้าทั่วเมืองจนในที่สุดกระเป๋าล็อตแรกก็ขายหมด
ผู้ประกอบการสาวเผยว่า เคล็ดลับสำคัญสู่ความสำเร็จคือ “ต้องไม่หยุดนิ่ง” โดย ดีน นั้นจะคอยสังเกตและเก็บข้อมูลอยู่ตลอดเวลาว่าลูกค้าชอบอะไรและเทรนด์อะไรกำลังมาแรงบ้าง เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าของตัวเอง
“ฉันค้นพบว่า กลุ่มลูกค้าที่มาซื้อกระเป๋าเคมบริดจ์ แซทเชล ส่วนใหญ่นั้นเป็นวัยรุ่น ไม่ใช่กลุ่มผู้ใหญ่อย่างที่คิดตอนแรก ฉันก็เลยตัดสินใจใช้สีสันสวยงาม รวมทั้งลองเสี่ยงใช้สีนีออนทำกระเป๋าดู”
นอกจากนี้ ทางบริษัทยังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ความเป็นสินค้า “แฮนด์เมด” โดยแม้มีออร์เดอร์เข้ามาจำนวนมหาศาล ทว่า ดีน ก็ไม่คิดจะผันธุรกิจสู่ตลาด “แมส” และที่สำคัญก็คือ ยังได้อานิสงส์จากเซเลบรุ่นใหม่ที่ต่างสะพายกระเป๋าของเคมบริดจ์ แซทเชล ซึ่งแน่นอนว่าเปรียบเสมือนการโฆษณาไปในตัว
ทว่า ท้ายที่สุดแล้วเงินทองก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณแม่ชาวอังกฤษรายนี้ แต่คือการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูก
“ลูกสาวฉันมีความสุขมากที่โรงเรียนใหม่ วันที่ลูกไปรับชุดนักเรียนคือวันที่ฉันมีความสุขมากที่สุดวันหนึ่งในชีวิต”







