
2 ล้านล้าน กับอนาคตไทย
ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลกล้ามากที่ออก พ.ร.บ.โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับโครงการลงทุนนี้ เพราะมีส่วนสูญเสียมหาศาล ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย แต่ถูกใจนักการเมือง รากหญ้า และเชื่อว่าจะสร้างปัญหาสังคม ยิ่งทำให้เกิดช่องว่างทางสังคมตามมา เพราะคนจนไม่มีสิทธิขึ้นรถไฟความเร็วสูง สุดท้ายอาจต้องลดค่าโดยสารแล้วรัฐบาลต้องจัดงบสนับสนุน
ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลกล้ามากที่ออก พ.ร.บ.โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับโครงการลงทุนนี้ เพราะมีส่วนสูญเสียมหาศาล ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย แต่ถูกใจนักการเมือง รากหญ้า และเชื่อว่าจะสร้างปัญหาสังคม ยิ่งทำให้เกิดช่องว่างทางสังคมตามมา เพราะคนจนไม่มีสิทธิขึ้นรถไฟความเร็วสูง สุดท้ายอาจต้องลดค่าโดยสารแล้วรัฐบาลต้องจัดงบสนับสนุน
ทนง เห็นว่า การลงทุนรถไฟรางคู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เงิน 7-8 แสนล้านบาท จะใช้ประโยชน์คุ้มค่ามากกว่า
ทนง ยังเห็นว่า รมว.คลัง คนปัจจุบันทำหน้าที่ตรงข้ามกับ รมว.คลัง สมัยก่อนที่ต้องทำหน้าที่คอยกลั่นกรองโครงการที่กระทรวงต่างๆ เสนอเข้ามา แต่ รมว.คลัง สมัยนี้กลับทำหน้าที่ตรงข้าม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะ รมว.คลัง สมัยนี้มีหน้าที่เตรียมเงินกู้ให้กระทรวงคมนาคมและทำตามมติคณะรัฐมนตรีตามที่เห็นชอบมา จึงทำให้น่าห่วงเรื่องความคุ้มค่าของโครงการ
เพราะเดิมกระทรวงการคลังต้องเป็นคนกลั่นกรองโครงการ แต่ปัจจุบันกระทรวงการคลังไม่ได้ทำหน้าที่เช่นนั้นอีกแล้ว
สิ่งที่เกรงว่าจะเกิดคือ ความแพง ความไร้คุณภาพ และคอร์รัปชั่น ยิ่งกระทรวงการคลังบอกว่าต้องใช้เงินให้ได้ภายใน 7 ปี เท่ากับเป็นการบีบให้กระทรวงคมนาคมต้องรีบใช้เงิน
“สมัยก่อน รมว.คลัง ต้องทำหน้าที่วีโต้โครงการที่แต่ละกระทรวงเสนอมาเพื่อดูว่าคุ้มค่าน่าลงทุน ต้องคอยค้านหรือหาผลการศึกษามารองรับ ผมเป็นห่วงมาก เพราะตอนนี้ รมว.คลัง ทำหน้าที่หาเงินกู้ให้คมนาคมอย่างเดียว ไม่ได้กลั่นกรอง น่าสนใจว่าตอนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ รวบรัดกันอย่างไร ทวนน้ำกันอย่างไร เพราะจากที่ต้องเป็นคนคอยทบทวน กลายเป็นคนที่ต้องหาเงินแทน” ทนง กล่าว
ขณะที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีต รมว.คลัง ในฐานะประธานสถาบันอนาคตไทยศึกษา เสนอแนะว่า ภาครัฐควรจัดอันดับความสำคัญ เพราะสถานการณ์ขณะนี้และอนาคตเปลี่ยนไป สิ่งที่ต้องเผชิญคือปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายรายได้ ความสามารถในการแข่งขัน การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ เป็นเหตุให้ประเทศไทยจน ก้าวไม่พ้นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อคนน้อย
ดังนั้น รัฐบาลต้องแน่ใจว่าการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ไม่บั่นทอนการลงทุนในมิติอื่น ซึ่งอาจสำคัญกว่า
เพราะสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีต้องเร่งทำคือการปรับโครงสร้าง หรือรีฟอร์ม หลายด้าน ได้แก่ การปฏิรูปภาคเกษตร การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคท้องถิ่นให้มีรายได้สูงขึ้น
ต้องลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถคิดผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้รองรับการลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพื่อให้ประเทศมีโครงสร้างการผลิตที่แข่งขันได้ มีมูลค่าสูงขึ้น มิฉะนั้นเศรษฐกิจจะถดถอย การเชื่อมโยงจะหมดความหมาย
“การลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางจากประเทศอื่น ถ้าเราไม่พัฒนาสิ่งเหล่านี้ เราอาจกลายเป็นทางผ่านให้เขาเดินทางไปลงทุนในประเทศอื่น นายกรัฐมนตรีจึงต้องทำตรงนี้ คือการพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าสินค้า การปฏิรูปภาคเกษตรและบริการ เพื่อให้แน่ใจว่าลงทุนไปแล้วมีสินค้าให้ขนหรือใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่” สมคิด กล่าว
ขณะที่หน้าที่ของ รมว.คลัง ต้องเริ่มปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ไม่ใช่การลดภาษีให้เอกชน ขณะที่รายได้จากภาษีลดลงทั้งๆ ที่ไม่มีเอกชนรายไหนขอให้ลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 23% ซึ่งเมื่อลดภาษีแล้ว ก็ไม่ทำให้การลงทุนเพิ่ม เพราะเอกชนหนีไปลงทุนในต่างประเทศ
“ต้องรีฟอร์มเรื่องรายได้รัฐบาลซึ่งทำได้ไม่อยากเช่นการประหยัดงบของแต่ละกระทรวงก็ทำได้เยอะ ส่วนโครงการประชานิยมก็อย่ารดน้ำที่ใบ เท่ากับเป็นการให้สินบน
ประชาชน แต่ควรรดน้ำที่ราก การปฎิรูปการคลัง จะนำไปสู่จุดสมดุลและควรเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน” สมคิด กล่าว
นายสมคิด กล่าวรัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบบต่อคนทั้งประเทศไม่ใช่รับผิดชอบต่อคนใดคนหนึ่ง และต้องรู้จักคำว่าเพียงพออย่าเอาประเทศไปเสี่ยง







