
ชงรัฐพัฒนาพื้นที่ขายเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการ
ชั่วโมงนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เรียกว่าเผชิญมรสุมหลายด้าน ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขายได้น้อยลง เพราะตลาดส่งออกหดตัว และล่าสุดกับกรณีเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้รายได้ของผู้ประกอบการหายไปทันที
ชั่วโมงนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เรียกว่าเผชิญมรสุมหลายด้าน ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขายได้น้อยลง เพราะตลาดส่งออกหดตัว และล่าสุดกับกรณีเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้รายได้ของผู้ประกอบการหายไปทันที
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งปรับตัวเร็วเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น เปลี่ยนจากการทำธุรกิจส่งออกมาเป็นนำเข้าทันที และสามารถสร้างกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ แต่ในระยะยาวแล้วรัฐบาลควรหาทางออกให้กับเอสเอ็มอีอย่างยั่งยืน
จิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย กล่าวว่า ขณะนี้จากปัญหาค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นเริ่มมีการชะลอตัวของคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดในยุโรปและสหรัฐอเมริกามาก่อนหน้านี้แล้ว โดยคาดว่าทั้งปีจะเติบโต 2.5% จากมูลค่ารวม 9 หมื่นล้านบาท หากกำลังซื้อในตลาดสหรัฐอเมริกากลับมา อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์อาจจะเติบโตได้ 5%
ในระยะสั้น รัฐบาลควรหามาตรการต่างๆ ที่ช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยรับภาระส่วนต่างจากค่าเงินให้กับผู้ประกอบการ หรือการประกันความเสี่ยงค่าเงินให้กับผู้ส่งออก อย่างประเทศจีน ช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ ด้วยการตั้งกองทุนขึ้นมา ขณะที่ไทยติดปัญหากฎหมายไม่สามารถตั้งกองทุนดังกล่าวได้ ซึ่งรัฐบาลควรหาทางออก เช่น การใช้งบผ่าน อบจ. อบต. เป็นต้น
ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการส่วนหนึ่งได้ปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว โดยไม่รอความช่วยเหลือ แต่รัฐบาลควรหามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในระยะกลางยาว เพราะขณะนี้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบหลายด้าน ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรง วัตถุดิบ และค่าขนส่ง รวมทั้งตลาดส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวนัก และล่าสุดรายได้ที่หายไปอย่างน้อย 10% จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
“สิ่งสำคัญมองว่ารัฐบาลควรหาทางออกระยะกลางและยาว ที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับเอสเอ็มอีอย่างยั่งยืน ด้วยการหาพื้นที่ขายให้กับผู้ประกอบการ เพราะถือเป็นปัญหาหลักข้อหนึ่งของเอสเอ็มอีไทย”
สำหรับปัญหาของเอสเอ็มอีไทย คือขาดโครงสร้างด้านการตลาด ช่องทางในการจำหน่ายสินค้า อย่างในประเทศสิงคโปร์ มีการออกกฎหมายให้ห้างสรรพสินค้า ต้องมีสินค้าแบรนด์ท้องถิ่นมาจำหน่าย แต่เมืองไทยกลับกัน มีบางห้างเคลียร์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีออกไป เพื่อเปิดพื้นที่ขนาดใหญ่ให้กับแบรนด์ข้ามชาติ เป็นต้น
ข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของ เพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอสเอ็มอี) ที่ต้องการให้รัฐบาลพัฒนาพื้นที่ขายสินค้าให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
แม้สมาคมเอสเอ็มอีจะได้เข้าไปนั่งทำงานกับคณะกรรมการพิจารณาช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่มี นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งมีแผนทำงานร่วมกับรัฐบาลหลายเรื่อง แต่สิ่งสำคัญที่สมาคมต้องการ คือ การพัฒนาเอสเอ็มอีอย่างยั่งยืน โดยการผลักดันเข้าไปเป็นตัวแทนคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐและเอกชนในแต่ละจังหวัด เพื่อทำงานอย่างเข้าถึงในแต่ละพื้นที่
“โดยเฉพาะในจังหวัดหัวเมืองและจังหวัดที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ประกอบการควรเข้าไปมีส่วนในการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการในแต่ละท้องถิ่นอย่างจริงจัง ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนในอนาคต” เพ็ญทิพย์ กล่าว
แม้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะเผชิญปัญหาหลายด้าน ที่ประดังกันเข้ามากระทบทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน แต่สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องการ คือโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน เมื่อพื้นฐานแน่นแล้ว ปัญหามากระทบย่อมฝ่าไปไม่ยากอย่างแน่นอน







