posttoday
อยากได้เงินเยอะ ต้องย้ายงานจริงหรือ

อยากได้เงินเยอะ ต้องย้ายงานจริงหรือ

24 เมษายน 2556

ช่วงต้นปีซึ่งเป็นช่วงที่มีการบอกอัตราการขึ้นเงินเดือนประจำปี และจำนวนโบนัสแก่พนักงาน ซึ่งก็แน่นอนย่อมมีคนพอใจและไม่พอใจเป็นธรรมดา คนได้น้อยก็ไม่พอใจ เพราะทำงานหนักมาทั้งปีได้แค่นี้ และหนึ่งปีก็ปรับเงินเดือนกันครั้งเดียว คนได้เยอะก็อาจจะพอใจหรือไม่พอใจ เพราะเยอะขององค์กรที่จ่าย แต่อาจจะน้อยในความรู้สึกของผู้รับ ปัญหาเหล่านี้จะอยู่คู่โลกไปอีกนาน เพราะว่าคนเกือบทุกคนย่อมคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองทำงานหนัก และก็คนเกือบทุกคนอีกนั่นแหละที่มักจะคิดว่าตัวเองได้ผลตอบแทนต่ำ คนที่ทำงานในส่วนของทรัพยากรบุคคลของแต่ละองค์กร หรือเจ้าของกิจการเองเลยต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์ที่ว่าด้วยการบริหารผลตอบแทน

ช่วงต้นปีซึ่งเป็นช่วงที่มีการบอกอัตราการขึ้นเงินเดือนประจำปี และจำนวนโบนัสแก่พนักงาน ซึ่งก็แน่นอนย่อมมีคนพอใจและไม่พอใจเป็นธรรมดา คนได้น้อยก็ไม่พอใจ เพราะทำงานหนักมาทั้งปีได้แค่นี้ และหนึ่งปีก็ปรับเงินเดือนกันครั้งเดียว คนได้เยอะก็อาจจะพอใจหรือไม่พอใจ เพราะเยอะขององค์กรที่จ่าย แต่อาจจะน้อยในความรู้สึกของผู้รับ ปัญหาเหล่านี้จะอยู่คู่โลกไปอีกนาน เพราะว่าคนเกือบทุกคนย่อมคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองทำงานหนัก และก็คนเกือบทุกคนอีกนั่นแหละที่มักจะคิดว่าตัวเองได้ผลตอบแทนต่ำ คนที่ทำงานในส่วนของทรัพยากรบุคคลของแต่ละองค์กร หรือเจ้าของกิจการเองเลยต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์ที่ว่าด้วยการบริหารผลตอบแทน

แต่ในตลาดแรงงานทุกแห่งมีความเชื่อคล้ายๆ กันอยู่เรื่องหนึ่งคือ ถ้าอยากได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเยอะๆ หรือแบบก้าวกระโดด ต้องเปลี่ยนที่ทำงาน ก็เลยมักจะมีคนมาถามผม มาปรึกษาผมว่าทำแบบนั้นดีไหม ใช่ไหม ถูกไหม ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาทั้งของพนักงานเอง และเป็นปัญหาทั้งขององค์กรหรือเจ้าของกิจการที่มักจะสูญเสียคนเก่งๆ ไป วันนี้เลยยกประเด็นนี้มาคุยให้ฟังครับ

ยกตัวอย่าง ที่ทำงานปัจจุบันให้ 1.5 หมื่นบาท สมัครงานที่ใหม่ให้ 2.5 หมื่นบาท โดยปกติองค์กรทั่วๆ ไปขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยก็ประมาณ 5-10% สมมติว่าได้ขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยปีละ 7% จากเงิน 1.5 หมื่นบาท ขึ้นเงินเดือน 7% ทุกปี กว่าจะได้ 2.5 หมื่นบาท ก็ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี แต่ถ้าย้ายงานตอนนี้ได้ 2.5 หมื่นบาทเลย

ถ้ามองเฉพาะมุมนี้ก็ต้องบอกว่า การย้ายที่ทำงานใหม่จะได้เงินเดือนหรือผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เป็นความจริง แต่จะใช่หรืออาจจะไม่ใช่สำหรับคนบางคน

การที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นจาก 1.5 หมื่นบาท เป็น 2.5 หมื่นบาท เท่ากับว่าเพิ่มถึง 67% เป็นใครๆ ก็เปลี่ยน หรืออาจลังเลอยู่ ผมมีน้องๆ ที่รู้จักหลายคนมักใช้วิธีนี้ในการเพิ่มเงินเดือนให้กับตัวเอง โดยเฉพาะกับบริษัทที่ปรึกษาของต่างประเทศ (ท้ายสุดดีหรือไม่ดี ไม่ขอสรุปนะครับ) ขณะที่ยังลังเลอยู่ก็เลยตัดสินใจไปยื่นใบลาออกกับหัวหน้า ปรากฏว่าท่านเป็นคนทำงานดีมาตลอดและมีศักยภาพ หัวหน้าท่านเลยตอบทันทีว่าจะปรับเงินเพิ่มให้เท่าที่ใหม่ (คือ 2.5 หมื่นบาท) คราวนี้งงหนักกว่าเดิมอีกว่าจะเอาอย่างไร

จากตัวอย่างดังกล่าว มีข้อสังเกตหลายเรื่องทั้งในมุมของพนักงาน และในมุมขององค์กรหรือเจ้าของกิจการ ที่ใหม่ให้เงินเดือนสูงกว่าที่เดิม 67% ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในตลาดแรงงานที่เขาทำกัน เพราะเขาต้องการดึงตัวคนมาทำงานให้ได้ แต่แน่นอนที่ทำงานใหม่เขาก็ต้องคาดหวังจากตัวท่านไม่เท่าที่ทำงานเดิมแน่ๆ คิดง่ายๆ อย่างน้อยเขาต้องคาดหวังผลงานคุณมากกว่าที่เดิมไม่น้อยไปกว่า 67% แน่ๆ ก็อาจจะทำได้โดยการกำหนด KPI (Key Performance Indicator) ที่มากกว่าที่เดิม พนักงานท่านนั้นก็ต้องถามตัวเองว่าพร้อมที่จะทำขนาดนั้นไหม และสามารถทำได้ไหม ก่อนตัดสินใจย้ายงาน ฝันไปเถอะครับว่าเขาจะให้คุณทำงานเท่าที่เดิม

จากตัวอย่างในมุมขององค์กร ก็ต้องบอกว่าที่ทำงานในปัจจุบันอาจจะขาดหลักในการบริหารค่าตอบแทนที่ดี กล่าวคือ ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนกับผลการปฏิบัติงาน ก็เลยทำให้ดูไม่เป็นมืออาชีพ เพราะถ้าพนักงานมีผลงานดี มีศักยภาพ ก็ควรจะให้ก่อนที่พนักงานจะคิดไปหางานที่ใหม่ นั่นคือ องค์กรที่มีการบริหารค่าตอบแทนที่ดี ควรจะมีการปรับเงินเดือนประจำปีตามผลงาน และปรับเงินเดือนกรณีพิเศษตามผลงาน หรือเลื่อนตำแหน่งที่เหมาะสม

แต่นี่กลับให้ตอนพนักงานยื่นใบลาออก ก็ไม่แปลกที่จะทำให้พนักงานคิดว่า แล้วที่ผ่านมาคุณกดเงินเดือนฉันไว้เพื่ออะไร (อาจจะประหยัดค่าใช้จ่าย) ซึ่งจะทำให้พนักงานเสียความรู้สึก เพราะมีการบริหารค่าตอบแทนอย่างไม่เหมาะสม และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องเสียคนเก่งที่มีฝีมือ ท้ายสุดก็ต้องไปดึงคนมีฝีมือใกล้เคียงกันจากที่อื่นมา ซึ่งแน่นอนต้องจ่ายแพงแน่ๆ เพราะจะไปดึงเขามา ก็เข้าทำนอง เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ครับ

กลับมาคำถามที่ค้างกันไว้ ยื่นใบลาออกแล้วปรากฏว่า หัวหน้าให้เท่าที่ใหม่ ควรไปไหม เพราะตอนนี้ค่าตอบแทนเท่ากันแล้ว ก็ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบ ซึ่งผมเองก็อยากแนะนำว่า การพิจารณาย้ายงานไม่ควรมองเรื่องเงินเพียงเรื่องเดียว แม้ว่าเงินจะซื้อได้ทุกสิ่งก็จริง แต่เงินไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิตการทำงานนะครับ เราควรพิจารณาว่าหัวหน้าเรามีพฤติกรรมเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับหัวหน้าเป็นอย่างไร อยู่ในวิสัยที่ทำงานร่วมกันได้ไหม เราเองมีโอกาสได้เรียนรู้งานไหม หัวหน้าเป็นคนเก่งไหม ถ่ายทอดงานไหม ทำให้ความรู้ความสามารถในงานของเราเพิ่มขึ้นไหม

จากนั้นก็ต้องมามองตัวเองว่า พร้อมจะเปลี่ยนแปลงไหม พร้อมจะสร้างสังคมใหม่ไหม กล่าวคือ เพื่อนร่วมงานใหม่ สถานที่ทำงานใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ งานใหม่ที่มีความท้าทาย โอกาสที่จะเติบโตก้าวหน้าในที่ทำงานใหม่มีมากน้อยแค่ไหน ถ้าทบทวนแล้วที่ทำงานปัจจุบันยังมีโอกาสก้าวหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับหัวหน้ายังดีอยู่ หัวหน้ายังให้การสนับสนุน ยังมีโอกาสเติบโตต่อไป ก็อาจตัดสินใจอยู่ที่เดิม

แต่ถ้าดูแล้วโอกาสก้าวหน้าคงไม่มี ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับหัวหน้าไม่ค่อยดี ทำงานไปเขาก็ไม่เห็นผลงาน แต่ที่ยอมปรับเงินเดือนให้ก็เพราะยังหาคนมาทำแทนเราไม่ได้ อย่างนี้ก็ตัดสินใจไปที่ใหม่เถอะครับ

อย่างที่เคยมีคนกล่าวไว้ว่า “เราไม่ควรทำสงครามในสมรภูมิที่เราไม่มีโอกาสชนะ” ดังนั้นเราต้องประเมินตัวเองว่าเรายังมีโอกาสชนะในสนามปัจจุบันหรือไม่ ถ้ามีโอกาสก็อยู่ต่อ ถ้าประเมินแล้วไม่มีโอกาสชนะ แต่ทักษะและความสามารถของเราที่มีพร้อมจะชนะได้ในสนามอื่นก็ลงแข่งที่สนามใหม่ดีกว่าครับ สำหรับหลายคนที่ปรึกษาผมมาในเรื่องนี้เมื่อตอนต้นปี ผมถือโอกาสตอบผ่านคอลัมน์นี้เลยแล้วกันนะครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ