posttoday
อ่านเกมทีวีดิจิตอลผ่านมุมมอง"สามารถ คอร์ป"

อ่านเกมทีวีดิจิตอลผ่านมุมมอง"สามารถ คอร์ป"

22 เมษายน 2556

กระแสการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสู่ทีวีดิจิตอลยังคงระอุ หลายต่อหลายคนยังสงสัยว่า สุดท้ายแล้วหน้าตาของผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลทั้ง 48 ช่อง จะออกมาเป็นอย่างไร การร่วมมือกันของแต่ละค่ายจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องรอการจัดสรรจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และหนึ่งในผู้ที่สามารถอ่านเกมทีวีดิจิตอล และคาดการณ์ในอนาคต ย่อมหนีไม่พ้นผู้ที่อยู่ในวงการนี้มานานอย่าง สามารถ คอร์ปอเรชั่น

กระแสการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสู่ทีวีดิจิตอลยังคงระอุ หลายต่อหลายคนยังสงสัยว่า สุดท้ายแล้วหน้าตาของผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลทั้ง 48 ช่อง จะออกมาเป็นอย่างไร การร่วมมือกันของแต่ละค่ายจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องรอการจัดสรรจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และหนึ่งในผู้ที่สามารถอ่านเกมทีวีดิจิตอล และคาดการณ์ในอนาคต ย่อมหนีไม่พ้นผู้ที่อยู่ในวงการนี้มานานอย่าง สามารถ คอร์ปอเรชั่น

ทวี อุดมกิจโชติ ผู้อำนวยการอาวุโส ของสามารถฯ กล่าวว่า สิ่งแรกที่กำลังใกล้เข้ามา คือ การให้ใบอนุญาตผู้ให้บริการโครงข่าย หรือเน็ตเวิร์กโพรวายเดอร์ ซึ่งมี 5 ใบอนุญาต กลุ่มที่คาดว่าจะมีโอกาสได้รับสูง คือ กลุ่มผู้ให้บริการโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ เช่น ไทยพีบีเอส ช่อง 9 และช่อง 5 เท่ากับว่าใบอนุญาตอาจหายไปแล้ว 3 ใบ เหลืออีก 2 ใบ ซึ่งช่อง 3 และช่อง 7 นั้น ยังไม่ชัดเจนว่าจะร่วมด้วยหรือไม่ เพราะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย พร้อมทั้งเป็นผู้ให้บริการช่องทีวีดิจิตอลด้วย หรือจะเป็นผู้ให้บริการทีวีดิจิตอลอย่างเดียว

ทั้งนี้ การลงทุนโครงข่ายทีวีดิจิตอลถือเป็นการลงทุนธุรกิจระยะยาว โดยคร่าวๆ ใน 14 ช่องสแตนดาร์ด ต้องใช้งบ 2 ล้านบาทต่อช่องต่อเดือน หากรวม 14 ช่อง ใช้งบ 28 ล้านบาทต่อช่องต่อเดือน หรือรวมลงทุนเพื่อให้บริการทั้งหมดต้องใช้งบหลักพันล้านบาท และมีกำหนดว่าต้องครอบคลุม 50% ในปีแรก 80% ปีที่ 2 และครอบคลุม 100% ในปีที่ 3 ดังนั้นสุดท้ายแล้วต้องรอดูหลักเกณฑ์จาก กสทช. ที่ต้องชัดเจน โดยเฉพาะค่าเช่าช่องสัญญาณ ซึ่งจะเป็นรายได้ของผู้ให้บริการโครงข่าย ต้องคุ้มค่าการลงทุนและอยู่รอดได้ หากผู้ให้บริการโครงข่าย 1 ราย สามารถให้บริการช่องเอชดี 2 ช่องรายการ และช่องสแตนดาร์ดอีก 6 ช่องรายการ ก็จะเต็มความจุของช่องสัญญาณ การวางโครงสร้างค่าเช่าจึงสำคัญยิ่ง

ขณะเดียวกัน เพื่อให้กรอบเวลาไม่ติดขัด การออกใบอนุญาตผู้ให้บริการโครงข่ายควรอยู่ในช่วงเดือน พ.ค.มิ.ย. เพราะจะทำให้เริ่มติดตั้งโครงข่ายได้ช่วงเดือน มิ.ย.ก.ค. จากนั้นเดือน ส.ค.–ก.ย. จะเริ่มจำหน่ายกล่องรับสัญญาณอย่างเป็นทางการ และปลายปีจะเริ่มออกอากาศระบบดิจิตอล โดยผู้รับใบอนุญาตให้บริการทีวีดิจิตอลอย่างเป็นทางการ ถือว่าทุกอย่างสอดคล้องตรงกัน

“ผู้ให้บริการโครงข่ายต้องดูแลผู้เช่าเพื่อเปิดให้บริการช่องทีวีดิจิตอล ต้องมีบุคลากรระดับสูงจำนวนมาก จะมีดาวน์ไทม์ไม่ได้เลย พูดง่ายๆ เหมือนทีวีจะดับไม่ได้ และนี่คือสิ่งที่กลุ่มสามารถฯ ให้ความสนใจ ด้วยประสบการณ์ 20 ปีในวงการนี้ ทั้งอุปกรณ์เครื่องรับส่งสัญญาณ บุคลากร เทคโนโลยี รวมถึงการบริหารต้นทุน บอกได้ว่ากลุ่มสามารถฯ เซ็กซี่ที่สุดแล้ว และตอนนี้กำลังทดลองออกอากาศที่หัวหิน เช่นเดียวกับช่อง 5 และไทยพีบีเอส ที่ทดลองออกอากาศเอชดีเช่นกัน”

ในความเห็นของกลุ่มสามารถฯ โครงข่ายเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ควรเปิดให้บริษัทคนไทยเป็นผู้ให้บริการเป็นหลักมากกว่าจะให้บริษัทจากต่างประเทศเข้ามา และกลุ่มสามารถฯ ก็พร้อม โดยอาจร่วมมือหรือทำเองรายเดียวก็ได้ เนื่องจากมีประสบการณ์และชำนาญเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว

ขณะที่การให้บริการช่องทีวีดิจิตอล ควรเปิดกว้างทั้งบริษัทไทยและต่างประเทศได้ โดยปัจจัยสำคัญต้องมีคอนเทนต์ที่แข็งแกร่ง โดย 1 ช่องรายการต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1020 ล้านบาท ในการทำห้องส่งพร้อมอุปกรณ์ แม้กลุ่มสามารถฯ จะมีคอนเทนต์อยู่มากจากกลุ่มสามารถ ไอโมบาย อยู่แล้ว แต่การให้บริการช่องทีวีดิจิตอลก็ต้องอาศัยทีมงานและอุปกรณ์อีกมาก จึงไม่ใช่เป้าหมายหลัก ดังนั้นจะเน้นร่วมกับพันธมิตรรายอื่นมากกว่า โดยอาจทำรายการเพื่อออกอากาศในช่องรายการนั้น มากกว่าจะทำเองทั้งหมด

ที่ผ่านมา ในหลายประเทศ เช่น อิตาลี ใช้เวลา 10 ปี เปลี่ยนจากระบบอะนาล็อกมาเป็นระบบดิจิตอล เพราะต้องรอเทคโนโลยี ต้องลงทุนใหม่ และรอผู้บริโภคเปลี่ยนเครื่องทีวี แต่ไทยไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานขนาดนั้น โดยใช้เวลา 13 ปี ในการออกอากาศ 2 ระบบ ส่วนผู้ให้บริการที่เหลือเวลาสัญญาสัมปทานอาจเสนอแลกช่องดิจิตอล และเอาคลื่นอะนาล็อกกลับมาจัดสรรใหม่ เพื่อผลักดันให้ผู้ให้บริการก้าวสู่เทคโนโลยีดิจิตอล และเพิ่มผู้ชมในระบบดิจิตอลให้เร็วที่สุด จาก 22 ล้านครัวเรือน

“ถ้าช่องรายการนำเสนองานคุณภาพดี กล่องรับสัญญาณก็มีพื้นที่ในการทำตลาดได้ ทำให้มีจำนวนคนดูระบบดิจิตอลมากขึ้น รายการก็จะพัฒนาและมีโฆษณา สร้างรายได้ให้ผู้รับใบอนุญาต เรียกว่ามีการปรับตัวทั้งหมดไปพร้อมกัน และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันคุณภาพทั้งทีวีดิจิตอล ทีวีดาวเทียม และทีวีเคเบิล ซึ่งมีจุดแข็งและความต่างที่เป็นเฉพาะตัว”

ในทางกลับกัน หากการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิตอลช้าลง ธุรกิจคอนเทนต์ใหม่ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น การแข่งขันในเชิงคุณภาพก็จะช้าออกไป การสร้างงานใหม่ๆ ในสายอาชีพนี้ก็จะชะลอตัวลง ธุรกิจขายเครื่องทีวี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่รองรับดิจิตอลก็จะชะงัก ทำให้ตลาดเครื่องทีวี ซึ่งต้องวางแผนในสายการผลิตอาจติดขัด การลงทุนก็ขาดความชัดเจน

นั่นหมายความว่า หากการออกใบอนุญาตใหม่ไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอน จะส่งผลกระทบทั้งระบบ ซึ่ง กสทช. ต้องรีบตัดสินใจเพื่อประกาศหลักเกณฑ์สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ