
คำถาม ที่ต้องการคำตอบ (ตอน 3)
ถ้าคิดว่าคำถามเมื่อสัปดาห์ก่อนยากแล้ว สัปดาห์นี้น่าจะยากยิ่งกว่า เพราะ
ถ้าคิดว่าคำถามเมื่อสัปดาห์ก่อนยากแล้ว สัปดาห์นี้น่าจะยากยิ่งกว่า เพราะเป็นคำถามที่เกี่ยวกับการลงทุนขั้นสูง ซึ่งบางคนอาจจะสงสัยว่า แล้วพวกเราจะต้องตั้งคำถาม ต้องหาคำตอบไปทำไมให้ปวดหัว ถ้าไม่ได้คิดจะเป็นนักลงทุน
ข้อสงสัยนี้ตอบได้อย่างเดียวว่า ถ้าไม่รู้แล้วจะเสียใจ
26.ฟิวเจอร์ส... คือ อนาคต ใช่ไหม
ถึงจะถามแบบกวนๆ แต่คำตอบไม่กวน เพราะอ้างอิงมาจาก starttoinvest.com โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่น่าจะเป็นคำอธิบายที่เข้าใจได้ไม่ยาก และ tsithailand.org โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ฟิวเจอร์ส (Futures) เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีเงื่อนไขให้คู่สัญญาซื้อหรือขายสินค้าอ้างอิง (Underlying) ในอนาคต ตามเงื่อนไขที่กำหนดที่เป็นมาตรฐาน เช่น จำนวนสินค้า ประเภท คุณลักษณะของสินค้า สถานที่และวันที่ส่งหรือรับมอบ โดยผู้ซื้อและผู้ขายจะมีภาระผูกพันตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้
การลงทุนในฟิวเจอร์สสามารถเลือกได้ว่าจะ “ซื้อก่อนขาย” หรือ “ขายก่อนซื้อ” ก็ได้ และถ้าลงทุนจนครบอายุสัญญาจะไม่มีการส่งมอบตราสารที่เป็นสินค้าอ้างอิงจริง แต่ใช้วิธีการชำระส่วนต่างของราคาซื้อขาย หรือถ้าไม่ถือจนครบอายุสัญญา ก็สามารถทำการซื้อขายสัญญาในทางตรงข้ามเพื่อปิดสถานะและคำนวณส่วนต่างของราคาซื้อขายเพื่อชำระเงินได้
สำหรับประเทศไทย สินค้าหรือสินทรัพย์อ้างอิง สำหรับฟิวเจอร์ส แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ
1.สินค้าเกษตร ซื้อขายกันในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) ปัจจุบันมีสินค้า 6 ชนิด ได้แก่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ยางแท่งเอสทีอาร์ 20 ข้าวขาว 5% FOB ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 มันสำปะหลังเส้น และสับปะรดกระป๋องชนิดชิ้นคละในน้ำเชื่อม
2.สินทรัพย์ทางการเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ที่นอกเหนือจากสินค้า จะมีบริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ (TFEX) เป็นศูนย์กลางการซื้อขาย ปัจจุบันมีสินค้าอยู่ 6 กลุ่ม คือ หุ้น (ดัชนี SET50 ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม และหุ้นรายตัว) โลหะมีค่า (ทองคำและเงิน) พลังงาน อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน
ข้อดีของฟิวเจอร์ส คือ ใช้เงินลงทุนน้อย เช่น ซื้อทองคำ 50 บาท ที่มีมูลค่าหลักล้านบาทได้โดยการวางหลักประกันเพียงแค่หลักหมื่นบาท แต่ถ้าคาดการณ์สถานการณ์ผิดก็ขาดทุนได้มากเช่นกัน เหมือนกับตอนนี้ที่นักลงทุนโกลด์ฟิวเจอร์สผิดทาง น่าจะกำลังเจ็บหนักเพราะราคาทองคำร่วงลงแรง
27.ออปชัน... เป็นทางเลือกของใคร
จริงๆ แล้ว ออปชัน (Options) เป็นสิทธิของผู้ซื้อสิทธิว่าจะเลือกใช้สิทธิหรือไม่ใช้สิทธิ คำถามนี้ยิ่งพยายามจะตอบแบบง่าย กลับกลายเป็นยิ่งทำให้งงมากขึ้น เพราะฉะนั้นลองมาดูคำตอบแบบเป็นทางการของตลาดหลักทรัพย์จะดีกว่า
ออปชัน คือ สัญญาระหว่างบุคคล สอง ฝ่าย ที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญา ในราคาใช้สิทธิที่ได้ระบุไว้และภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา แสดงว่าผู้ซื้อออปชันมีสิทธิเลือกที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ และจะใช้สิทธิเมื่อมีกำไรจากการลงทุน และไม่ได้มีภาระผูกพันต้องปฏิบัติตามสัญญา
ในขณะที่ผู้ขายออปชันมีภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเมื่อผู้ซื้อมาขอใช้สิทธิ ผู้ขายไม่มีสิทธิเลือกแต่มีภาระผูกพันไม่สามารถบิดพลิ้วได้ และเพื่อให้ได้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงนั้นมา ผู้ซื้อออปชันต้องชำระค่าซื้อสัญญา ซึ่งเรียกว่า ค่าพรีเมียม
ช่วยขยายความเพิ่ม โดย ก.ล.ต.ว่า โดยทั่วไปออปชันแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ คอลออปชัน (Call Options) ซึ่งให้สิทธิกับผู้ซื้อออปชันในการ “ซื้อ” สินค้าจากผู้ขายออปชันในราคาที่กำหนด และพุตออปชัน (Put Options) ซึ่งให้สิทธิกับผู้ซื้อออปชันในการ “ขาย” สินค้าแก่ผู้ขายออปชันในราคาที่กำหนด
ถ้าจะช่วยให้ง่ายขึ้นอีกก็ให้นึกถึงการซื้อ “ใบจอง” อะไรสักอย่าง เช่น บ้าน รถยนต์ ซึ่งคนซื้อใบจองต้องจ่ายเงินมัดจำไป และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดก็นำใบจองมาใช้สิทธิซื้อ หรือถ้าไม่อยากซื้อก็ขายต่อให้คนอื่น หรือจะยอมสูญเงินมัดจำปล่อยใบจองหมดอายุก็ได้ (แบบนี้เรียก คอลออปชัน) ซึ่งปัจจุบันใน TFEX มีออปชันเพียงตัวเดียว คือ SET50 Index Options
28.วอร์แรนต์ เป็นอะไรกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์
ไม่รู้ว่านักลงทุนมือใหม่จะเคยสงสัยไหมว่า “วอร์แรนต์” เป็นอะไรกับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เพราะชื่อช่างละม้ายคล้ายกันจนแอบสับสนในบางที ทั้งๆ ที่ทั้งสองชื่อนี้แม้จะมีความใกล้ชิดกันแต่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน
วอร์แรนต์ (Warrant) เป็นหลักทรัพย์ที่มีลักษณะคล้ายกับคอลออปชัน หรือใบจองซื้อหุ้น เพราะให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหุ้นอ้างอิงในราคา จำนวนและระยะเวลาการใช้สิทธิที่กำหนด
ก.ล.ต.บอกว่า โดยทั่วไปบริษัทจดทะเบียนจะออกวอร์แรนต์เพื่อใช้ในการระดมทุน และมักจะออกให้กับผู้ถือหุ้นเดิมหรือขายคู่กับหลักทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้การระดมทุนทำได้ง่ายขึ้น
ข้อดีของวอร์แรนต์ คือ ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นโดยตรง จึงทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในอัตราที่สูงกว่า (และก็ขาดทุนได้ในอัตราที่สูงกว่าเช่นกัน) เพราะราคาวอร์แรนต์จะเคลื่อนไหวตามหุ้นอ้างอิง หรือเรียกกันเล่นๆ ว่า “ตัวแม่” เพราะฉะนั้นถ้าแม่วิ่งแรง “ลูก” หรือวอร์แรนต์ก็วิ่งได้แรงยิ่งกว่า
แต่การลงทุนในวอร์แรนต์ก็มีความเสี่ยงสูงและมีอายุจำกัด ดังนั้น เมื่อวอร์แรนต์หมดอายุก็จะกลายเป็นเพียง “กระดาษเปล่า” ที่ไม่มีมูลค่า และคนที่ถือวอร์แรนต์ยังไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าของเหมือนผู้ถือหุ้น เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีสิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้น ไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล
29.DW คืออะไร
ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants) หรือเรียกสั้นๆ ว่า DW ได้รับความนิยมมาก เพราะถ้าสังเกตจากข้อมูลหุ้นใน “โพสต์ทูเดย์” ก็พอจะมองออก เพราะต้องแยก DW ออกมาอีกหนึ่งตาราง
จริงๆ แล้ว ก.ล.ต.บอกว่า DW เป็น “แฝดคนละฝา” กับวอร์แรนต์ เพราะลักษณะทั่วไปใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่ “ผู้ออก” ต่างกัน โดยผู้ที่ออกวอร์แรนต์จะเป็นบริษัทเจ้าของหุ้นอ้างอิง ขณะที่ผู้ออก DW จะเป็น “คนอื่น” เช่น บริษัทหลักทรัพย์
เพราะฉะนั้น ก่อนจะลงทุน DW ต้องประเมินความน่าเชื่อถือของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้ออก DW ด้วยว่าจะสามารถนำหุ้นมาส่งมอบหรือชำระส่วนต่างระหว่างราคาใช้สิทธิกับราคาตลาดของหุ้นเมื่อมีการใช้สิทธิได้หรือไม่
นอกจากนี้ สิ่งที่แตกต่างกันอีกอย่างหนึ่ง คือ วอร์แรนต์ มีเฉพาะ “สิทธิในการซื้อหุ้นอ้างอิง” (คอลออปชัน) แต่ DW มี “สิทธิในการขายหุ้นอ้างอิง” (พุตออปชัน) ให้เลือกซื้อด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่คาดว่าราคาหุ้น ABC จะร่วง อยากจะทำกำไรในช่วงขาลง แต่ไม่มีหุ้นในมือ ก็เพียงแค่ซื้อ Put DW ที่อ้างอิงหุ้น ABC เอาไว้
เพราะข้อดีของ DW ก็เหมือนวอร์แรนต์ คือ ใช้เงินลงทุนน้อย มีโอกาสกำไรสูง และถ้าจะขาดทุนก็เท่ากับจำนวนเงินที่ซื้อไป (เท่านั้นเอง) แต่ที่ต้องระวัง คือ DW มีอายุจำกัด และมีคำแนะนำจากกูรูผู้รู้ว่า อย่าถือไว้จนหมดอายุจะดีกว่า
30.ลงทุนทุกอย่างเลยดีไหม
นั่งตอบคำถามมา 3 สัปดาห์ติด ไหนๆ ก็รู้จักฐานะการเงินของตัวเอง รู้เป้าหมายทางการเงิน รู้จักเครื่องมือการลงทุนแทบจะทุกชนิดแล้ว ลงทุนทุกอย่างเลยจะดีไหม
หลายคนนึกถึงเรื่อง “ไข่” (คือ เงินของเรา) กับ “ตะกร้า” (คือทางเลือกในการลงทุนแต่ละประเภท) ที่เคยได้ยินบ่อยๆ ว่า อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะหากเกิดเหตุเภทภัยไข่ในตะกร้าใบเดียวของเราจะแตกหมด... อดกินไข่ต้มกันพอดี แต่การใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบเกินไปก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี โดยเฉพาะตะกร้าที่เราไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ
เพราะฉะนั้นขอตอบคำถามนี้ ด้วยคำแนะนำ (ที่ชอบมาก) จาก tsithailand.org ว่า...
ถ้าคิดจะลงทุนควรจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่คิดว่า “แจ๋วจริง” และ “เจ๋งพอ” จะดีกว่าลงทุนแบบ “จัดเต็ม” ไปทุกอย่าง เพราะการลงทุนที่หลากหลายมากเกินไปก็ทำให้วุ่นวายและไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเสมอไป
นั่นเพราะถ้าจะลงทุนอะไร ต้องทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ และต้องคอยติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ และเราก็ไม่ใช่ยอดมนุษย์ที่จะเก่งไปทุกเรื่อง
แม้ว่าเราอาจจะเป็นยอดมนุษย์เฉพาะบางเรื่อง แต่ถ้ามองเห็นโอกาสและอยากจะใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เราคงต้องหายอดมนุษย์ในด้านอื่นๆ มาช่วยดูแล “ไข่ของเรา” เช่น การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญมาบริหารจัดการแทนเรา
ที่เหลือเราก็มีหน้าที่เพียงแค่มาคิดว่า แล้วเราจะจัดพอร์ตลงทุนอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด (คำถามข้อ 31 คำถามข้อนี้แถมให้เป็นพิเศษ เพราะเป็นคำถามที่หาคำตอบที่เหมาะกับทุกคนได้ยากที่สุด เพราะมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง)
และเมื่อตอบคำถามครบทุกข้อแล้ว ก็หวังว่าจะมีใครสักคนสวมวิญญาณนางงามและบอกว่า “ขอบคุณสำหรับคำถาม” เพราะคำถามเป็นการเปิดโอกาสให้ค้นหาคำตอบ และคำตอบที่ได้จะเป็นเข็มทิศนำทางไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้







