posttoday
เปิดเวที...สุดยอดเอสเอ็มอีแห่งชาติ

เปิดเวที...สุดยอดเอสเอ็มอีแห่งชาติ

19 เมษายน 2556

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

สสว.เร่งพัฒนาขีดความสามารถผู้ประกอบการรายย่อยไทยผ่านเวทีชิงสุดยอด SMEs แห่งปี หวังปั้นมาตรฐานระดับสากลดันแข่งขันสู้ตลาดต่างประเทศ

ตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา หน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มความสำคัญในการพัฒนาธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุผลก็เพื่อต่อยอดธุรกิจร่วมกัน และสร้างความแข็งแรงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต เพราะปัจจุบันพบว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึง 2.65 ล้านราย มีการจ้างงานกว่า 11 ล้านอัตรา และสร้างรายได้ในเชิงเศรษฐกิจกว่า 3.86 ล้านล้านบาท

ชาวันย์ สวัสดิ์ชูโต รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ในปีนี้ สสว. ได้จัดโครงการประกวด “สุดยอด SMEs แห่งชาติ” ครั้งที่ 5 ขึ้น และได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สมัครเข้าร่วมในโครงการช่วงเดือน ธ.ค. 2555-ม.ค. 2556 จำนวน 1,032 รายในจำนวน 15 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย อาหาร สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์งานไม้ หัตถกรรม อัญมณีเครื่องประดับ เครื่องจักรอุปกรณ์ พลาสติกยาง

ตามมาด้วย กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งพิมพ์ ค้าปลีก ท่องเที่ยว ออกแบบสร้างสรรค์ โลจิสติกส์ สุขภาพ และสังคมแวดล้อม ซึ่งล่าสุดดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการรอบสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 32 บริษัท โดยการดำเนินงานยังได้รับความร่วมมือจากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เพื่อนำแนวทางเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award : TQA) มาปรับใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก เพื่อให้การจัดประกวดนี้เป็นเวทีในการสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีการบริหารจัดการธุรกิจให้มีมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งจะตัดสินพร้อมมอบรางวัลในวันที่ 24 เม.ย.นี้

ด้าน พานิช เหล่าศิริรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กล่าวว่า การคัดเลือกสุดยอดเอสเอ็มอีไทยในขณะนี้จะไม่ดูยอดขาย ผลประกอบการ หรือการเติบโตของธุรกิจเพียงอย่างเดียว ด้วยไม่ได้สะท้อนถึงการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนในอนาคตอย่างแท้จริง ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตมาจากเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมาจากการบริหารจัดการหรือกระบวนการที่ดี โดยเฉพาะการใช้เกณฑ์ “ทีคิวเอ” มาใช้ประเมินการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นหลักมาตรฐานธุรกิจสากล ที่ปัจจุบันมี 86 ประเทศทั่วโลกใช้แนวทางดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีเกณฑ์การพิจารณาอีก 7 ด้านประกอบกันดังนี้ คือ 1.บทบาทของผู้บริหารในการนำองค์กร 2.การวางแผนการดำเนินธุรกิจ 3.การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด 4.การวัด วิเคราะห์ และจัดการความรู้ 5.การบริหารทรัพยากรบุคคล 6.การจัดการกระบวนการ และสุดท้าย 7.ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

แนวทางดังกล่าวจะเป็นองค์ประกอบในการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในเวทีหรือตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน และต่อยอดไปสู่กิจการขนาดใหญ่ เพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต

“การดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอีไทยในชข่วงที่ผ่านมามีการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรอบด้านในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลด้านต่างๆ เช่น พฤติกรรมของลูกค้า หรือ ระบบงานภายในต่างๆของสำนักงาน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการนำไปวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงธุรกิจของตัวเองได้ในอนาคต โดยเฉพาะเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของเอสเอ็มอีไทย ที่จะก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ” พานิช กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ