
"โฆสิต" ตอบโจทย์เศรษฐกิจดี แต่หนี้ครัวเรือนเพิ่ม
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแม้แต่ธนาคารโลก มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราสูงแตะเลข 5% แน่นอน
ตัวเลขที่ดูเหมือนจะเป็นข่าวดี กลับดูไม่ดีเท่าที่คิด เพราะ ธปท.และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยืนยันตรงกันว่าปริมาณหนี้ครัวเรือนของคนไทยเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งมาก โดย ธปท.มีข้อมูลลึกกว่านั้น ยืนยันว่าสินเชื่อส่วนบุคคลทุกประเภทมียอดหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้นจนต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยอมรับว่านี่เป็นสัญญาณเริ่มต้นความผิดปกติในระบบเศรษฐกิจ การที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มมาจากการใช้จ่ายที่มากกว่าการออม
โฆสิต ระบุว่า ขณะนี้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคกำลังเปลี่ยนรูป จากเดิมที่มาจากการส่งออกและการลงทุน แต่ในช่วง 12 ปีนี้ เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนโดยการใช้จ่ายของรัฐบาลผ่านภาคครัวเรือน ที่เราเรียกกันว่า “ประชานิยม” กับการขยายสินเชื่ออุปโภคและบริโภคของธนาคารพาณิชย์
“ถ้าขับเคลื่อนด้วยการใช้จ่ายของประชาชน ก็จะส่งผลให้การออมครัวเรือนกระทบไปด้วย ถ้าทำไปเรื่อยๆ การออมครัวเรือนลดลง ก็อาจสร้างปัญหาให้ครอบครัว แต่ไม่ใช่วันนี้ เพียงแต่วันนี้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังไปได้จากการส่งออก แต่เบื้องหลังก็คือการใช้จ่ายของครัวเรือน” โฆสิต กล่าว
โฆสิต ย้ำว่า การกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนหากไม่มีขีดจำกัดจะเป็นเรื่องอันตราย เพราะหากดูตัวอย่างสหรัฐเป็นสังคมเน้นการบริโภค ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มาจากภาระหนี้ครัวเรือน ต่อมาก็กลายเป็นหนี้ของสถาบันการเงิน หรือปัญหาในสหภาพยุโรป (อียู) ก็เกิดจากการใช้จ่ายครัวเรือนรวมกับประชานิยมและการลงทุน ปัญหาเหล่านี้เมื่อรวมกันจุดพักเดียวก็ติด แต่ก็จะเป็นปัญหาของประเทศ
“ความพอดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ อะไรที่ทำแล้วฟู่ฟ่ามักทำไม่ได้นาน ไม่ยั่งยืน สิ่งที่ใหญ่ที่สุดคือการใช้จ่าย ถ้าเงินที่นำมาใช้จ่ายตึง ก็ต้องใช้เงินออม แต่ถ้ายังไม่ทันออมก็เป็นหนี้เพิ่ม จากนี้ใครไม่มีเงินออมจะตายหมด”
นักเศรษฐศาสตร์แนวพัฒนาผู้นี้ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของครัวเรือนไม่เกี่ยวว่าจะมีหนี้หรือไม่มีหนี้ แต่ปัญหาคือครัวเรือนไม่ออม ตามหลักการหากครัวเรือนไม่มีการออม ประชาชนก็จะอ่อนแอ ประเทศชาติไม่เข้มแข็ง จึงไม่สนับสนุนให้ใช้วันนี้ หารายได้ในวันหน้า คนมีรายได้น้อยไม่ได้หมายความว่าจะออมไม่ได้ เพราะคนที่มีรายได้สูงมีหนี้จำนวนมากก็มีตัวอย่างให้เห็น การออมจึงเป็นเรื่องความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง
ในระบบเศรษฐกิจมหภาค การออมภาคครัวเรือนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่เหมือนการออมในภาครัฐที่จะไม่เหลือให้ตัวเอง แต่เงินออมของประเทศที่เหลือคือเงินออมครัวเรือน ถ้าออมมากรัฐบาลก็กู้ยืมได้มาก เหมือนกรณีรัฐบาลญี่ปุ่นที่ยืมเงินออมจากประชาชนในช่วงที่เกิดสึนามิ แต่หากออมน้อยรัฐบาลก็ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ และการกู้นั้นไม่ใช่ประเด็นว่าเมื่อกู้เงินในประเทศแล้วเงินจะอยู่ในประเทศ ไม่จริง แต่ประเด็นคือเงินกู้เป็นของใคร
กรณีไทยหากต้องวิตกเรื่องหนี้ครัวเรือน ควรวิตกว่าครัวเรือนจะไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวตัวเองได้ คนกรณีสหรัฐนั้น เป็นประเทศที่ไม่มีเงินออมอยู่แล้ว ในขณะที่ไทยเคยมีการออมที่ดี แต่วันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น คนไทยมีเพราะลักษณะของการใช้จ่ายเพิ่มเร็วกว่ารายได้ ต่อให้รายได้เพิ่มขึ้นเท่ารายจ่าย พฤติกรรมการออมเงินน้อยลง
“ประเทศในอาเซียนหากมองภาพรวมการบริโภคมีความเข้มแข็ง นี่จึงทำให้เศรษฐกิจอาเซียนเติบโต ไม่ใช่เพราะโตจากการส่งออก หรือการลงทุนของรัฐบาล” โฆสิต กล่าว
โฆสิต ให้ความเห็นว่า สมมติวันนี้ประชานิยมยุติ รัฐบาลไม่เลือกทำประชานิยม ก็ไม่ได้หมายความว่าภาระเก่าๆ จะไม่งอกในภายหลัง หนี้อย่างไรก็ต้องเป็นหนี้ ตราบใดที่ยังไม่มีการสะสาง ต่อให้หยุดใช้ประชานิยม ภาระหนี้ก็ไม่ได้หยุด แต่กลับเป็นภาระผูกพันต่อไป
“ครอบครัวไม่ออม ประชาชนก็จะอ่อนแอ และสุดท้ายประเทศชาติจะไม่เข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่เราจะเจอในอนาคต หากยังคงปล่อยให้การออมถดถอยลงเรื่อยๆ” โฆสิต กล่าว







