posttoday
ครอบครัวไทยกับแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป

ครอบครัวไทยกับแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป

17 เมษายน 2556

ผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์และวันครอบครัวไปแล้วนะคะ หลายๆ ครอบครัวได้กลับบ้าน กลับไปดูแล กลับไปไหว้ กราบขอพรจากคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่กัน จะว่าไปแล้ววันสงกรานต์ก็เป็นเทศกาลปีใหม่ที่ทำให้ครอบครัวคนไทยได้มีโอกาสมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันค่ะ ไม่ต่างไปจากตรุษจีนหรือคริสต์มาสที่เป็นเทศกาลให้ครอบครัวกลับมาพบปะเจอะเจอกัน

ผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์และวันครอบครัวไปแล้วนะคะ หลายๆ ครอบครัวได้กลับบ้าน กลับไปดูแล กลับไปไหว้ กราบขอพรจากคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่กัน จะว่าไปแล้ววันสงกรานต์ก็เป็นเทศกาลปีใหม่ที่ทำให้ครอบครัวคนไทยได้มีโอกาสมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันค่ะ ไม่ต่างไปจากตรุษจีนหรือคริสต์มาสที่เป็นเทศกาลให้ครอบครัวกลับมาพบปะเจอะเจอกัน

จริงๆ แล้วช่วงเทศกาลสงกรานต์จัดเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ได้มีโอกาสรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่กันนะคะ ไม่ใช่เป็นช่วงสาดน้ำ ช่วงปาร์ตี้อย่างที่วัยรุ่นเฝ้ารอกัน และถือเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ครอบครัวจะอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งต้องบอกว่าจากข้อมูลต่างๆ แนวโน้มสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากทีเดียวค่ะ จากเดิมที่มีครอบครัวขนาดใหญ่ นัดรวมญาติสงกรานต์ที่มีไม่ต่ำกว่ายี่สิบ แต่ปัจจุบันขนาดครอบครัวเล็กลง ที่จะหวังพึ่งพาลูกหลานก็เปลี่ยนแปลงไป มาลองดูตัวเลขสถิติกันค่ะว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนครอบครัวประมาณ 18.3 ล้านครอบครัว แบ่งเป็นครอบครัวเดี่ยว ร้อยละ 53.9 ครอบครัว ครอบครัวขยายร้อยละ 34.5 อยู่คนเดียวร้อยละ 11.2 อยู่กับคนที่ไม่ใช่ญาติร้อยละ 0.6 (ที่มา : เครื่องใช้วัดภาวะสังคมไทยที่สำคัญ, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2551) โดยมีแนวโน้มว่าครอบครัวเดี่ยวและคนที่อยู่คนเดียวมีจำนวนมากขึ้นในขณะที่ครอบครัวขยายมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมไปสงกรานต์แล้วมีจำนวนสมาชิกครอบครัวไม่ค่อยมากเหมือนในอดีตค่ะ

นอกจากนี้ ขนาดของครอบครัวโดยเฉลี่ยยังลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้าน ณ ปัจจุบัน จากรายงานการวิจัยสัมพันธภาพในครอบครัว สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน ระบุว่า โดยเฉลี่ยมีจำนวนสมาชิก 4.3 คน และคาดว่าจะลดลงเหลือ 3.4 คนต่อครอบครัวในปี พ.ศ. 2558 และจะลดลงไปอีกโดยเหลือ 3.09 คน ในอีก 10 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ครอบครัวเริ่มมีขนาดเล็กลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียงพ่อแม่ลูก หรือผู้สูงอายุกับเด็กเท่านั้น

ในขณะที่คนที่อาศัยอยู่ตามลำพังหรือครัวเรือนคนเดียวมีมากขึ้น จากในปี 2542 มีคนที่อาศัยอยู่คนเดียวร้อยละ 11 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 11.5 และ 11.8 ในปี 2544 และ 2545 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหญิงหรือชายพอใจที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้นค่ะ

สิ่งสำคัญที่น่าจับตามองคือ ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นค่ะ ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรเด็กและเยาวชนอายุ 11-22 ปี จำนวน 11.4 ล้านคน อยู่ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมากกว่า 2.5 ล้านครอบครัว และยังพบว่าจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,000 ราย ระบุสาเหตุของการเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว อันดับ 1 เกิดจากการหย่าร้าง รองลงมาคู่สมรสถึงแก่กรรม (ที่มา : การศึกษาสถานการณ์ครอบครัวไทยในช่วงเดือน ม.ค. 2552 มหาวิทยาลัยมหิดลกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และ สสส.) ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจค่ะหากมาดูตัวเลขสถิติการจดทะเบียนสมรส จดทะเบียนหย่าจากสำมะโนประชากรแล้วพบว่า อัตราการจดทะเบียนสมรสในปี 2551 จำนวน 318,496 คู่ ลดลงเหลือ 300,878 คู่ ในปี 2552 และอัตราการหย่าร้างในปี 2551 จำนวน 109,084 คู่ เพิ่มขึ้นเป็น 109,277 คู่ ในปี 2552

และเมื่อมีอัตราหย่าร้างที่สูง ตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ ดัชนีความสัมพันธ์ในครอบครัวค่ะ ดัชนีด้านสัมพันธภาพที่อบอุ่นในครอบครัวมีค่าดัชนีลดลงจากร้อยละ 80.85 ในปี 2539 ลดลงเหลือ 70.77 ในปี 2545

แสดงให้เห็นการอยู่ร่วมกันและความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัวเริ่มเสื่อมสลาย อันเนื่องมาจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวมากขึ้น (ที่มา : การศึกษาภาวะความอยู่ดีมีสุขของประชากรด้านชีวิตครอบครัวฯ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว 2546)

ปัจจุบันอัตราคนโสดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิง คนไทยที่ยังไม่เคยแต่งงานเลยในอายุสูงๆ เช่น 40 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ผู้ชายที่ไม่มีการศึกษา มีโอกาสครองโสดสูงมาก แต่สำหรับผู้หญิงกลับตรงกันข้าม คือ ยิ่งมีการศึกษาสูง โอกาสที่จะโสดยิ่งมีสูงขึ้นค่ะ ทั้งนี้ หญิงไทยกลุ่มอายุ 40-44 ปี ที่อาศัยใน กทม. มีอัตราการครองโสดสูงที่สุด เมื่อเทียบกับหญิงกลุ่มเดียวกัน และที่น่าสนใจคือ มีแนวโน้มผู้หญิงเป็นหัวหน้าครอบครัวมากขึ้นทุกปี จากปี 2543 มี 24.7% ปี 2546 เพิ่มเป็น 26.8% และ 31% ในปี 2550 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2549) อาจเนื่องมาจากสตรีอยู่เป็นโสดมากขึ้นค่ะ

จากตัวเลขสถิติข้างต้นจึงพอสรุปได้ว่า ครอบครัวไทยมีแนวโน้มที่ขนาดครอบครัวเล็กลง จำนวนบุตรน้อยลง ในขณะที่อัตราการหย่าร้างสูง และอัตราการอยู่เป็นโสดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าในอนาคตข้างหน้าแนวโน้มการพึ่งพิงตัวเองเป็นหลักต้องเพิ่มมากขึ้นด้วยค่ะ จะไปหวังพึ่งลูกหลานก็คงจะยากค่ะ เพราะเขาก็ต้องมีครอบครัวของเขาที่ต้องดูแล การเก็บออม ลงทุน เพื่อตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และควรต้องเริ่มลงมือทำเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไทยค่ะ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ