
Toyota พา 10 แชมป์ DIY
ลำพังแค่ “เทคโนโลยี” และ “กฎระเบียบ” คงจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วสำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในยุคนี้สมัยนี้ เพราะหัวใจสำคัญต้องเริ่มตั้งแต่การปลูกฝังให้คนทั่วไป “ตระหนัก” หันกลับมาเอาจริงเอาจังร่วมกันดูแลโลกใบนี้
ลำพังแค่ “เทคโนโลยี” และ “กฎระเบียบ” คงจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วสำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในยุคนี้สมัยนี้ เพราะหัวใจสำคัญต้องเริ่มตั้งแต่การปลูกฝังให้คนทั่วไป “ตระหนัก” หันกลับมาเอาจริงเอาจังร่วมกันดูแลโลกใบนี้
แนวคิดดังกล่าวนำมาสู่การก่อตั้ง “Toyota ShirakawaGo EcoInstitute” หนึ่งในจุดหมายปลายทาง ที่ผู้ชนะเลิศจากโครงการประกวด “Toyoto Eco DIY Contest” ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ทั้ง 10 ท่าน ได้รางวัลเป็นการเดินทางมาท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ณ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับ “เต้ยจรินทร์พร จุนเกียรติ” ดาราสาวสวยที่มาช่วยแต่งเติมสร้างสีสันให้กับทริปนี้
ในวันที่หิมะตกปรอยๆ อุณหภูมิวิ่งไต่ระดับอยู่แค่เลขตัวเดียว รถโค้ชพาพวกเรามุ่งหน้าสู่จุดหมายแรก “พิพิธภัณฑ์เกียรติยศอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี” เมืองนาโกยา เพื่อย้อนตำนาน อาณาจักรโตโยต้า
เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานผลิตเครื่องทอผ้า ธุรกิจแรกของตระกูล “โตโยดะ” ก่อนที่จะเบนเข็มก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์จนกลายเป็นที่รู้จักทั่วโลก ต่อมาในปี 1936 รถยนต์รุ่น AA ภายใต้การบุกเบิกของคิชิโร โตโยดะ ทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งตัดสินใจครั้งสำคัญกระโดดเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ ได้เปิดตัวออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกด้วยราคา 3,300 เยน ก่อนจะแตกไลน์พัฒนาเป็นรถรุ่นอื่นๆ จัดจำหน่ายไปทั่วโลก
เสน่ห์!!! ที่อัดแน่นอยู่ในพื้นที่ 8,000 ตร.ม. ของ “หอยานยนต์” คือเราจะได้เห็นทุกชิ้นส่วนของรถยนต์ ถูกถอดออกมาแสดงให้เห็นกลไกการทำงานแบบชัดๆ ทั้งพวงมาลัย เบรก โช้ค ระบบเกียร์ธรรมดา เกียร์อัตโนมัติ ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งกระจกข้าง เบาะนั่ง แม้แต่ “แตรรถยนต์” ซึ่งรุ่นแรกๆ ยังเป็นแบบมือบีบคล้ายแตรรถไอติมบ้านเรา แต่ต่อท่อให้ยาวขึ้นอีกหน่อย
จากพิพิธภัณฑ์ฯ เราใช้เวลา 3 ชม.กว่ามุ่งหน้าขึ้นทางด่วนต่อไปยัง “หมู่บ้านชิราคาวาโก” ไฮไลต์ของทริปนี้ ที่นอกจากความสวยงามตามธรรมชาติของบ้านเรือนสไตล์โบราณ ที่ที่เรียงรายอยู่ในเวิ้งหิมะหนา มีฉากหลังเป็นเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน จนทำให้สถานที่แห่งนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยงทั่วโลกมากมาย รวมทั้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1995
เสน่ห์อีกอย่างของที่นี่ คือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนจนได้รับการยกย่องให้เป็นชุมชนต้นแบบ ทั้งการดังจะเห็นได้ชัดเจนคือการยังคงรักษาเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์ “กัสโช” ที่แปลเป็นไทยว่า “พนมมือ” ตามลักษณะของหลังคาที่ออกแบบมาไว้รองรับหิมะที่ตกหนักหลายเดือน เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนหลังคาที่ทำมาจากหญ้าหรือฟางประเภทหนึ่ง คนในหมู่บ้านก็จะมาช่วยลงแขกเปลี่ยนหลังคากันอย่างพร้อมเพรียง ส่วนงบประมาณที่ใช้เปลี่ยนหลังคาแต่ละครั้งว่ากันว่าสูงถึงหลักล้านบาท แต่จะได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ เพื่อจะคงสภาพเดิมไว้เช่นนี้
ถัดมาที่ “Toyota ShirakawaGo EcoInstitute” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านชิราคาวาโก ?ตามที่ได้เกริ่นไว้แล้วว่าสถานที่แห่งนี้ก่อสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงเรียนธรรมชาติ ที่ปลุกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกับทางสถาบันแห่งนี้อย่างล้นหลามตลอดทั้งปี ที่ภายในอาคารอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีต้นแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำมาสาธิตให้เห็นถึงแบบอย่างการประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายอากาศที่ใช้ความร้อนใต้พื้นดินมาช่วยปรับอุณหภูมิอากาศโดยไม่ต้องง้อไฟฟ้า การกักตุนหิมะที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือในหน้าหนาวไปใช้ปรับอุณหภูมิในหน้าร้อน
ไม่ใช่แค่ภาคทฤษฎีน่าเบื่อ แต่ที่นี่เขายังจัดกิจกรรมตะลุยหิมะพาเที่ยวชมธรรมชาติแบบน่าตื่นตาตื่นใจ เริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมเปลี่ยนเป็นรองเท้าบู๊ต พร้อมติดอุปกรณ์เสริมกันเท้าจมไปในหิมะ ซึ่งเดิมเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ประดิษฐ์จากไม้มามัดๆ ถักๆ แต่ปัจจุบันผลิตออกมาเป็นพลาสติกพร้อมแผ่นยางรัดที่ช่วยทำให้ทุกอย่างสะดวกขึ้น
บรรยากาศก็ดูจะเป็นใจเมื่อหิมะที่ตกมาตั้งแต่ช่วงเช้าลดระดับเหลือแค่ปรอยๆ ทำให้การเดินทางตะลุยหิมะครั้งนี้ดูน่าตื่นเต้นไปแทบทุกย่างก้าวที่ลัดเลาะไปตามป่าสน โดยมีเจ้าหน้าที่ที่นี่ให้ความรู้ระหว่างการเดินทาง แต่ที่ดูจะได้รับความสนใจจากชาวคณะมากที่สุด อยู่ที่การเล่นแบบเด็กๆ ที่ไถลตัวลงมาตามเนินหิมะโดยใช้แผ่นพลาสติกรองก้นกันเปียก ที่ทั้งสนุกทั้งตื่นเต้นกันจนลืมหนาว
กลับเข้าสู่โหมดในเมืองด้วยการเยือนถิ่นประวัติศาสตร์อย่าง “เกียวโต” เริ่มต้นกันที่ “ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ” หรือศาลเจ้าพ่อจิ้งจอก ซึ่งชาวบ้านสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 เพื่อบูชาจิ้งจอกที่เป็นทูตส่งสารของเทพเจ้า และยังเป็นที่สถิตของพระแม่โพสพ จุดเด่นของที่นี่ คือ ซุ้มประตูสีแดงกว่าร้อยต้น ทอดยอดตามเส้นทางของไหล่เขาราว 4 กม. ที่โด่งดังเนื่องจากใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง “ Memoirs of geisha”
ต่อเนื่องด้วย “ตำหนักทอง” หรือ คินคะคุจิ ที่ดูแล้วคุ้นตาเป็นพิเศษ เพราะที่นี่เป็นฉากปราสาทของท่านโชกุนในการ์ตูนเรื่องอิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ปราสาทนี้ สร้างขึ้นใหม่ในปี ? 1955 หลังจากที่ได้ ถูกไฟไหม้ ไปเมื่อปี ค.ศ . 1950 โดยตัวเรือนเป็นสีทองจาก ทองคำเปลว
“วัดเคียวโยมิตสึ” หรือ วัดน้ำใส วัดโบราณบนเนินเขา ฮิงาชิยาม่า อายุกว่า 1,200 ปี วิหารของที่นี่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ตั้งอยู่บนเสากว่า 130 ต้น เชื่อมต่อโดยการใช้สลักยึดอาคาร แทนการใช้ตะปู ที่มาของชื่อวัดน้ำใส อยู่ตรงที่วัดแห่งนี้มีสายน้ำไหลจากยอดเขาลงมาและแยกออกเป็น 3 สาย โดยเชื่อกันว่าถ้าใครดื่มจากสายไหนก็จะประประสบความสำเร็จด้านนั้น คือ การศึกษา ควารัก สุขภาพ แถมที่นี่เขายังฆ่าเชื้อเชื้อโรคกระบวยตักน้ำด้วยแสงยูวีให้นักท่องเที่ยวมั่นใจด้วย
?อีกจุดหนึ่งภายในวัดน้ำใสที่นักท่องเที่ยววัยนิยมไปเที่ยวชมคือ ศาลเจ้าจิชู ?เพื่อบูชาเทพแห่งความรัก ที่สำคัญยังมีก้อนหินแห่งความรัก 2 ก้อน ตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร ซึ่งเชื่อกันว่า หากสามารถหลับตาเดินจากก้อนหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมปรารถนาในความรัก
ปิดท้ายด้วยปราสาทโอซากา นอกจากตัวปราสาทที่ดูเด่นเป็นสง่าแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ฝังของแคปซูล บรรจุเข้าของเครื่องใช้เมื่อปี 1970 ซึ่งทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในงาน EXPO และมีกำหนดเปิดแคปซูลอีกครั้งในอีก 100 ปีข้างหน้า
ส่วนทริปหน้าจะไปที่ไหนอย่างไร คงต้องรอติดตามกิจกรรมดีๆ จาก “Toyota Eco Network” กันต่อไป







