
แก่นสงกรานต์
จังหวะนี้คงไม่มีอะไรร้อนแรงไปกว่า “เทศกาลสงกรานต์” ที่เย็นฉ่ำใจหลายๆ คน
จังหวะนี้คงไม่มีอะไรร้อนแรงไปกว่า “เทศกาลสงกรานต์” ที่เย็นฉ่ำใจหลายๆ คน
ใครที่บ้านอยู่ต่างจังหวัดก็เริ่มเดินทางกลับบ้าน คนเมืองบางส่วนก็ออกเที่ยวต่างจังหวัด ภาพรถราก็ติดหนึบก็ปรากฏให้เห็นชินตาเหมือนเช่นทุกปี
หน่วยงานรัฐเอกชนต่างก็สนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่คาดว่าเงินจะสะพัดนับแสนล้านบาท คักคึกมากสุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะกระแสประชาคมอาเซียนที่กำลังมาแรง ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวที่อิงตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น
ยกตัวอย่าง ททท. ที่เลือกให้ จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่หลักสำหรับการจัดงาน “สงกรานต์อุษาคเนย์...USakane Songkran Festival” เพื่อรวมกิจกรรมเกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์ที่มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยจากกลุ่มประเทศในอุษาคเนย์ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ จีน(ยูนนาน)
เพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้มีประเพณีปีใหม่ที่คล้ายคลึงกัน ในช่วงเดือน 5 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นฤดูที่ดีที่สุดของประเทศทางซีกโลกแถบนี้ ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่ว่างจากฤดูเพาะปลูก จึงเป็นช่วงเวลาที่จะแสดงความเคารพต่อพระแม่โพสพ และบรรพบุรุษ
เพื่อนบ้านอย่าง “ลาว” มีประเพณีปีใหม่ตรงกับวันที่ 1416 เม.ย. อาจมีบางปีตรงกับช่วง 1315 เม.ย. โดยจะมีกิจกรรมที่คล้ายกับไทย ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญ และสรงน้ำพระพุทธรูป เพียงแต่รายละเอียดอาจแตกต่างกันบ้าง อย่างนางสงกรานต์ฉบับลาวเรียกว่า “นางสังขาร” และลาวยังมีการแห่ปู่เยอย่าเยอในช่วงนี้ การเล่นน้ำสงกรานต์ในลาวไม่โลดโผนเหมือนเมืองไทย
ส่วนสงกรานต์ใน “กัมพูชา” คนกัมพูชาเชื่อว่าเป็น “ไง โจล ชนัมทะไม” หรือ “วันเข้าสู่วันปีใหม่” แบ่งเป็น 3 วัน คล้ายกับไทย ซึ่งจะมีการทำบุญ ทำความสะอาดบ้านเรือน สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ๆ รวมถึงแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณ และร่วมกิจกรรมพื้นบ้านที่สืบต่อกันมา
เพื่อนบ้านทางตะวันตก “เมียนมาร์” ก็มีพิธีเล่นน้ำคล้ายๆ กัน แต่เดิมการเล่นน้ำในเมียนมาร์จะใช้วิธีประพรมน้ำจากขันเงินด้วยใบหว้า ที่เป็นไม้มงคลในโอกาสขึ้นปีใหม่ ผู้คนจะเข้าวัดทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะที่การเล่นน้ำสงกรานต์เกิดขึ้นในภายหลัง และไม่จัดเต็มเท่าไทย
นอกจากนี้ ยังมีชาวไทในสิบสองปันนาของจีน ที่มีเทศกาลสงกรานต์เช่นกัน รวมถึงในมาเลเซียที่มีเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งสืบต่อมาจากคนไทยที่ตกค้างมาจากในอดีต
ว่ากันว่า ในแถบแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์นั้นมีชนเผ่าไทหลายกลุ่มที่มีรากวัฒนธรรมเดียวกัน
น่าสังเกตว่า เวลาพูดถึงสงกรานต์ ผู้คนมักนึกถึงภาพ “สงครามน้ำ” ที่สาดใส่กันจนเปียกโชก ไม่นับรวมการเล่นประแป้ง ซึ่งถูกอกถูกใจพลพรรคนักเลงน้ำที่รวมตัวตระเวนเล่นตั้งแต่ย่านชุมชนเรื่อยไปจนถึงถนนหนทางเส้นหลักเส้นรอง
แต่แก่นหลักของสงกรานต์กลับถูกหลงลืม ทั้งที่ความสำคัญของเทศกาลนี้อยู่ที่การเข้าวัดทำบุญ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอขมาและเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง รวมทั้งใช้เวลากับพ่อแม่และครอบครัว หลังจากห่างหายไปปฏิบัติภารกิจการงานในต่างบ้าน ต่างเมืองนานแรมปี
สงกรานต์อุษาคเนย์ไม่ใช่แค่การสาดน้ำ และเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว หากแต่ต้องรักษาแก่นของวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามนี้ไว้ร่วมกัน







