
ปัญหาเรื่อง ‘วัย’
“เล่นน้ำ” “กลับบ้าน” “ไปเที่ยว” เชื่อว่านี่คือ 3 ลำดับแรกในใจหลายๆ ท่านเมื่อพูดถึงช่วง “สงกรานต์”
“เล่นน้ำ” “กลับบ้าน” “ไปเที่ยว” เชื่อว่านี่คือ 3 ลำดับแรกในใจหลายๆ ท่านเมื่อพูดถึงช่วง “สงกรานต์”
แต่จริงๆ แล้วช่วงสงกรานต์ยังเต็มไปด้วยวันสำคัญและความสำคัญอีกหลายเรื่อง ทั้งในฐานะวันผู้สูงอายุและวันครอบครัว ก่อนช่วงสงกรานต์ปีนี้ ผมจึงขอพาทุกท่านมาระลึกถึงเรื่องเกี่ยวกับวันที่ใกล้ที่สุดก่อน นั่นคือวันที่ 13 เม.ย. วันผู้สูงอายุครับ
ดังที่เป็นข่าวในช่วงนี้ว่า จำนวนทั้งชายทั้งหญิง “วัยคุณปู่คุณย่า” บ้านเรากำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คน “วัยแรงงาน” ต่างทำงานหนักขึ้น จนไม่มีเวลาดูแลครอบครัว และอาจเป็นผลให้คุณพ่อคุณแม่วัยเก๋า ต้องถูกทอดทิ้งอยู่บ้านโดยไม่มีใครใส่ใจดูแล
หากแต่นั่นไม่ใช่เพียงปัญหาเดียวที่เกิดขึ้น เมื่อมองให้ลึกไปถึงสถิติของคนหลากหลายช่วงวัย อาจกล่าวได้ว่าทั้งไทยและอาเซียนกำลังประสบปัญหา “วัยวัย”
ข้อมูลจาก United Nations Statistics Division (UNSD) สำรวจข้อมูลองค์ประกอบประชากรทั่วโลก ล่าสุด ณ เดือน ธ.ค. 2555 พบว่า ในฟิลิปปินส์มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมากที่สุดในอาเซียน คิดเป็นสัดส่วน 35% ของประชากรในประเทศ ตามด้วยลาว 33% กัมพูชา 31% ส่วนสิงคโปร์มีสัดส่วนประชากรเด็กน้อยที่สุดเพียง 16% ตามด้วยไทย 20% และเวียดนาม 23%
แต่พอมองมุมกลับปรับมุมมอง หันมามองประเทศที่มีสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 60 ปีมากที่สุด สิงคโปร์จะสลับขึ้นมาเป็นแชมป์ทันที ด้วยสัดส่วนสูงถึง 31% ตามด้วยไทย 28% โดยมี พม่า อินโดนีเซีย และมาเลเซียอยู่ในอันดับ 3 ร่วมที่ 17% ขณะที่ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา แชมป์และรองแชมป์เด็กเยอะ กลายเป็นแชมป์จำนวนผู้สูงอายุน้อย ด้วยสัดส่วนประมาณ 12-13% เท่านั้น
สภาวะเด็กเยอะ สูงวัยน้อย และเด็กน้อย สูงวัยเยอะ ต่างก็ก่อปัญหาและต้องหามาตรการจัดการแตกต่างกันไป กรณีแรกทำให้ต้องเร่งพัฒนาเด็กอย่างเข้มข้น และเน้นให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อให้เด็กก้าวสู่วัยแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ อนาคตจะได้มีแรงงานพร้อมทำงาน ช่วยพัฒนาประเทศ
ขณะที่กรณีหลังต้องห่วงอนาคตให้มาก เพราะเด็กก็จะน้อย วัยแรงงานก็น้อย มีเพียงผู้สูงวัยเท่านั้นที่เพียบ จึงเสี่ยงเจอแรงงานขาดแคลนรุนแรงขึ้น ส่วนผู้สูงอายุก็อาจไม่มีใครดูแล
ไทยซึ่งอยู่ในกรณีหลังจึงน่าเป็นห่วงมาก
ยิ่งเมื่อลองนำตัวเลขสัดส่วน “วัยเด็ก” และ “วัยดึก” ของแต่ละประเทศอาเซียน มา “ยำยำ” รวมกัน จะพบว่าแต่ละประเทศมีสัดส่วนรวมวัยเด็ก วัยดึก เฉลี่ยตั้งแต่ 39-48% แปลว่าตรงกันข้ามมีวัยแรงงาน 52-61% และไทยนั่นเองคือผู้มีวัยแรงงานเพียง 52%
แม้สถิติดังกล่าว อาจไม่สอดคล้องกับสถิติของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ระบุว่า ไทยยังมีสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่หลักกว่า 10% แต่ก็สะท้อนและกระตุ้นให้ พม.ต้องเร่งส่งเสริมคนแต่งงาน เพิ่มอัตราการเกิด สร้างประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานขึ้นมา ขณะเดียวกันต้องลดปัญหาการทอดทิ้งผู้สูงอายุ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพเข้าสู่ระบบการทำงาน
หากไม่เร่งทำอะไร ปัญหา “วัยวัย” อาจกลายเป็นปัญหา “มาม่า” หรือดรามาระดับชาติในที่สุด







