
Market Panic บททดสอบสำคัญของนักลงทุน (จบ)
เมื่อเหตุการณ์ Market Panic เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการลงทุน นักลงทุนจึงควรจะเรียนรู้และเตรียมตัวเอาไว้ เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ดีจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งแนวทางเตรียมตัวเบื้องต้นที่ว่านั้นก็เป็นหลักการพื้นฐานการลงทุนทั่วไป ยกตัวอย่าง เช่น
เมื่อเหตุการณ์ Market Panic เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการลงทุน นักลงทุนจึงควรจะเรียนรู้และเตรียมตัวเอาไว้ เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ดีจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งแนวทางเตรียมตัวเบื้องต้นที่ว่านั้นก็เป็นหลักการพื้นฐานการลงทุนทั่วไป ยกตัวอย่าง เช่น
1.รู้จักตัวเอง
นักลงทุนควรจะรู้ว่านิสัยใจคอของตัวเองเหมาะกับการลงทุนรูปแบบไหน เช่น ในแง่ของความทนทานต่อการขาดทุนนั้น ก็พอจะชี้ได้คร่าวๆ ว่า...
ถ้าสามารถทนดูการขาดทุนทางบัญชีได้มาก คุณก็สามารถจะเป็นนักลงทุนหุ้นระยะยาวได้
ถ้าทนการขาดทุนได้บ้าง คุณก็เหมาะจะเป็นนักเก็งกำไรมากกว่า
แต่ถ้าทนการขาดทุนแม้เพียงเล็กน้อยยังไม่ได้เลย คุณก็ควรจะไปลงทุนพันธบัตรรัฐบาล ฝากเงิน หรือกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายๆ อย่างให้เหมาะกับตัวเอง โดยจำกัดการลงทุนที่มีโอกาสขาดทุนไว้ด้วย
ตัวอย่างนักลงทุนต่างแนวกันที่รู้จักตัวเองดี แล้วจะรู้ว่าควรทำอะไรตอนที่เกิด Market Panic ก็ได้แก่ นักลงทุนชื่อดัง 2 รายนี้ที่ไม่มีใครในแวดวงลงทุนจะไม่รู้จัก เขาคือ จอร์จ โซรอส กับ วอร์เรน บัฟเฟตต์
ตอนที่เกิดเหตุการณ์ Black Monday ช่วงเดือน ต.ค. 2530 นั้น จอร์จขายหุ้นออกมาโดยไม่ได้มีท่าทางตกใจอะไร คาดว่าเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่วางไว้อยู่แล้ว ส่วนวอร์เรนกลับใช้จังหวะ Market Panic เข้าซื้อหุ้นในราคาต่ำๆ ซึ่งแม้ว่าทั้งสองคนจะมีแนวทางลงทุนที่ต่างกัน แต่ก็ประสบความสำเร็จในการลงทุนแบบของตนเองได้
แต่ต้องขอเตือนสำหรับเรื่องความทนทานในการขาดทุนว่า การทนทานการขาดทุนนั้นต้องมีความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้นักลงทุนระยะยาวที่สามารถเพิกเฉยกับการขาดทุนในบางช่วงได้ ก็เพราะว่าเขามีความรู้ในธุรกิจดีแล้ว จึงรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ต่างกับการเพิกเฉยแบบมืดบอด เพราะอย่างหลังนี้คือขาดทุนแล้วไม่อยากรับรู้อะไร ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนเลย
2.เตรียมความรู้และแผนการลงทุนไว้ให้พร้อม
เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นนักลงทุนแบบไหน การจะซื้อหรือจะขายหุ้นก็ควรตัดสินใจด้วยเหตุผลที่สอดคล้องกัน เช่น ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ตัดสินใจซื้อหุ้นด้วยการดูธุรกิจ เวลาจะขายหุ้นก็ควรจะขายเมื่อธุรกิจมันไม่ได้ดีอย่างที่คิด หรือว่าขายเพราะราคาหุ้นมันสูงเกินมูลค่าไปมาก ถ้าเป็นนักเก็งกำไร เมื่อราคาหุ้นไม่ได้เคลื่อนไหวไปในแบบที่คิด ถึงขาดทุนก็ควรจะขายออกไป
การมีสมมติฐานการลงทุนไว้ก่อนนั้น ถ้าเกิด Market Panic ก็จะรู้ว่าควรทำอะไร ในทางตรงข้าม นักเก็งกำไรบางคนเพิ่งจะเริ่มต้องดูพื้นฐานหุ้นที่เล่นตอนเกิด Market Panic เพราะมีโอกาสจะต้องถือยาว ก็เลยปลอบใจตัวเองด้วยการเริ่มดูปัจจัยพื้นฐาน ทั้งๆ ที่ควรทำเสียก่อนหน้าที่จะลงทุน
3.มีสติและไม่ประมาทในการลงทุน
ในเมื่อทราบว่า Market Panic นั้น มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้เสมอ จึงไม่ควรจะทำอะไรที่เป็นการประมาทเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม เช่น การเล่นมาร์จินหนักๆ หรือการเก็งกำไรจำนวนมากในหุ้นที่ไม่มีพื้นฐานรองรับและมีสภาพคล่องน้อย เป็นต้น เพราะว่าเวลาเกิด Market Panic ขึ้นมา ระดับการขาดทุนอาจจะสูงมากเกินไป การเตรียมความพร้อมและรู้ในสิ่งที่จะลงทุนจะสามารถช่วยเรื่องความมีสติได้มาก
เราไม่สามารถบอกได้ว่า หุ้นจะลงไปถึงเท่าใด นานขนาดไหน สำหรับแต่ละช่วง Market Panic แต่สำหรับรอบนี้เราเชื่อว่าในที่สุดเหตุการณ์ก็จะผ่านพ้นไป ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวนั้นมันจะดีหรือไม่ดีอย่างไรก็จะยังคงเหมือนเดิม และเศรษฐกิจของประเทศไทยก็ยังมีแนวโน้มดีเหมือนเดิม คงไม่เปลี่ยนแปลงเพียงเพราะว่าดัชนีหุ้นปรับตัวลงมาก
สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่ขาดทุนจากช่วงที่ผ่านมาก็อย่าเพิ่งท้อแท้ใจไปเลย แม้จะขาดทุนไปบางส่วน เช่น 20% ขอให้มองแง่ดีว่ายังมีเหลืออีกตั้ง 80% โดย 20% ที่ขาดทุนนั้นถือเป็นค่าเล่าเรียนที่ยังไม่แพงเกินไป
ดังนั้น เราต้องตั้งสติกันใหม่ แก้ไขข้อผิดพลาด จดจำ Market Panic ครั้งนี้เป็นกรณีศึกษา ซึ่งถ้ารู้จักขวนขวายหาความรู้ เราก็เชื่อว่านักลงทุนหน้าใหม่ ก็จะสามารถกลายเป็นนักลงทุนที่ดีได้ในที่สุด
อย่าลืมว่าความสามารถในการพัฒนาตัวเองนั้นมีอยู่ในตัวทุกคน







