
ธปท.ชี้สถานการณ์ค่าเงินบาทเริ่มคลี่คลาย
ธปท. เผยเริ่มเบาใจปัญหาเงินบาทแข็งค่า แต่ยังจับตาหลังบาทแข็งรับข่าวนายกฯรอดถูกป.ป.ช.ไต่สวนเงินกู้ 30 ล้านบาท
ธปท. เผยเริ่มเบาใจปัญหาเงินบาทแข็งค่า แต่ยังจับตาหลังบาทแข็งรับข่าวนายกฯรอดถูกป.ป.ช.ไต่สวนเงินกู้ 30 ล้านบาท
นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเริ่มดีขึ้น โดยเงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลอื่นๆในภูมิภาคแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยประมาณ 5- 10 สตางค์ ซึ่งน่าจะเป็นผลจากตลาดคลายความกังวลทางการเมือง เรื่องที่นายกรัฐมนตรีไม่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนกรณีให้บริษัทของสามีกู้เงิน 30 ล้านบาท โดยไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน
บวกกับกรณีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นเพิ่มต่อเนื่อง เพื่อทำให้เงินเฟ้อเพิ่ม 2% ใน 2 ปี ทำให้ปริมาณสภาพคล่องในตลาดโลกเพิ่มขึ้นและไหลเข้ามาที่ไทยบ้าง แต่ก็ไหลเข้ามาไม่มากนัก เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ยอมรับว่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว แต่ในระยะหลังค่าเงินบาทเริ่มนิ่งขึ้น ไม่ได้แข็งค่าเร็ว เข้าใจว่าภาวะค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วผ่านไปแล้ว ส่วนค่าเงินสกุลอื่นเริ่มแข็งค่ามากขึ้น
“ในโอกาสที่ค่าเงินเยนอ่อน และเงินบาทแข็งค่า ผู้ประกอบการไทยและภาคส่งออกควรใช้จังหวะนี้หาประโยชน์ให้มากที่สุด เช่น ถ้าจะนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักรเข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และนวัตกรรมการผลิต ก็ควรตัดสินใจให้เร็วขึ้นชิงจังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด“ นางผ่องเพ็ญกล่าว
รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในขณะนี้เงินร้อน (Hot Money) ยังไม่มีความผิดปกติ โดยภาวะเงินทุนไหลเข้าและออกในช่วงนี้ค่อนข้างสมดุล มีเงินเข้าก็มีเงินไหลออก ฉะนั้น จึงยังไม่จำเป็นต้องนำมาตรการที่เตรียมไว้ในลิ้นชักออกมาใช้ เพราะการจะใช้มาตรการใดๆหรือไม่ ควรจะประเมินความคุ้มค่าด้วย ควรใช้เท่าที่จำเป็น บางทีหากรัฐบาลและเอกชนร่วมกันบริหารจัดการที่ดี ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องนำมาตรการใด ๆ ออกมาใช้ก็ได้







