
ตื่นทิ้งหุ้นเดี้ยง30จุดการเมืองคุมอสังหาฯ
ตลาดหุ้นรูด 30 จุด นักวิเคราะห์นักลงทุนมึน ไม่มีสาเหตุ ดึงการเมืองเหตุขายทำกำไร
ตลาดหุ้นรูด 30 จุด นักวิเคราะห์นักลงทุนมึน ไม่มีสาเหตุ ดึงการเมืองเหตุขายทำกำไร
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ผันผวนหนัก ช่วงเช้าปรับตัวขึ้นเกือบ 12 จุด แต่ช่วงบ่ายไหลลงแรงลึกสุด 1,518.60 จุด ลดลง 31.94 จุด จากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นเก็งกำไร ดัชนีปิดตลาด 1,520.52 จุด ลดลง 30.02 จุด มูลค่าการซื้อขาย 59,179.29 ล้านบาท
การซื้อขายนักลงทุนรายกลุ่มต่างชาติขาย 1,968.97 ล้านบาท สถาบันกองทุน และรายย่อยช่วยกันซื้อ 2,432.52 ล้านบาท
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นตกไร้สาเหตุ คาดว่านักลงทุนรายย่อยตกใจขายหุ้นออกมา โดยหาข่าวมาสนับสนุนการขาย
นายวัชระ แก้วสว่าง นักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ตลาดหุ้นปรับตัวลงหนัก สวนทางตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในเอเชียที่หลายๆ ตลาดปรับตัวขึ้น ส่วนตัวแล้วคิดว่าตลาดหุ้นตกไม่น่ากลัว และได้เข้าไปรับซื้อหุ้นบางส่วนเข้าพอร์ต
นักลงทุนกล่าวว่า สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กมีการโพสต์ข้อความ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) จะชี้มูลความผิดปกปิดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันที่ 4 เม.ย. น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการขายหุ้นออกมา
นอกจากนี้ ตลาดยังรับข่าวศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68234 และไม่คุ้มครองชั่วคราว
นางพัณณรัชต์ บรรพโต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี กล่าวว่า นักลงทุนกังวล ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดนายกรัฐมนตรีคดีปกปิดทรัพย์สิน หากมีมูลความผิด จะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงโครงการที่รัฐบาลกำลังจะทำต้องสะดุด นอกจากนี้ ยังกังวลธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกมาตรการควบคุมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งหมดเป็นสาเหตุให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมา
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของตลาดเป็นจังหวะที่กองทุน โดยเฉพาะกองทุนทริกเกอร์ฟันด์เข้าซื้อหุ้นราคาถูก โดยมองว่าหากวันที่ 4 เม.ย. ป.ป.ช. ระบุว่า นายกฯ ไม่ผิดตลาดหุ้นจะเด้งกลับแรง แต่ถ้ามีมูลความผิดมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวลง มองแนวรับดัชนีรอบนี้ 1,460 จุด
“ตลาดหุ้นจะผันผวนอีกระยะหนึ่ง แต่ระยะยาว บลจ.เอ็มเอฟซี มองดัชนี 1,680 จุด สิ้นปี”
นายวิชัย ทองแตง กล่าวในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้นว่า ดัชนีหุ้นจะมีการปรับลดลงอีกไม่มาก เพราะปัจจัยพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนไทยมีความแข็งแกร่ง ดัชนีที่ปรับลดลงเป็นระดับที่น่าเข้าไปซื้อ ซึ่งส่วนตัวมองว่ากลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท เช่น กลุ่มก่อสร้างก็น่าจะได้รับประโยชน์เช่นกัน รวมถึงธุรกิจโรงพยาบาลเป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน
“ดัชนีหุ้นที่ปรับลง นักลงทุนไม่ควรตกใจขายหุ้นตามออกมาและ ขอให้ศึกษาปัจจัยลบอย่างรอบคอบ เพราะมองว่าปัจจัยลบที่เข้ามาไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น เงินสดในมือที่มีสำรองไว้ ไม่ควรรีบลงทุนให้รอจังหวะที่เหมาะสมจึงค่อยตัดสินใจเข้าลงทุน เพื่อสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี” นายวิชัย กล่าว







