
รัฐบาลมาถูกทางที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจ Start Up
ปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำว่า “StartUp” กันมากขึ้นเรื่อยๆ จากในยุคแรกๆ คำนี้ถูกนำมาใช้ในวงการเทคโนโลยีไอที หรือเศรษฐกิจเชิงดิจิตอล (Digital Economy) เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจไอที คอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์ เนื่องจากต้นกำเนิดของคำนี้มาจากหมู่บ้านซิลิคอน (Silicon Valley) ในประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง
ปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำว่า “StartUp” กันมากขึ้นเรื่อยๆ จากในยุคแรกๆ คำนี้ถูกนำมาใช้ในวงการเทคโนโลยีไอที หรือเศรษฐกิจเชิงดิจิตอล (Digital Economy) เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจไอที คอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์ เนื่องจากต้นกำเนิดของคำนี้มาจากหมู่บ้านซิลิคอน (Silicon Valley) ในประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง
โดยตำนานแห่งความสำเร็จของบริษัท StartUp Company ใน Silicon Valley ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วโลก นับจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น Yahoo Google Facebook เป็นต้น
แนวคิดของ StartUp Company คือ จะมีกลุ่มนักลงทุนจะสนใจลงทุนในบริษัทเหล่านี้ ด้วยการพิจารณาดูจากอัตราการเติบโตของบริษัท ประวัติการทำงาน ความเป็นไปได้ในการประสบความสำเร็จ ความสามารถในการขยายให้เติบโตทำกำไรได้ ซึ่งปัจจัยที่สร้างให้บริษัท StartUp ประสบความสำเร็จแบบ Silicon Valley ได้นั้น สามารถถอดบทเรียนได้หลายประการด้วยกัน
ประการแรก บุคลากร ธุรกิจใหม่เหล่านี้จะขับเคลื่อนไปได้ ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถ โดยนอกจากผู้ริเริ่มธุรกิจจะต้องเป็นบุคลากรที่เต็มเปี่ยมด้วยความสามารถแล้ว ยังต้องการพนักงานเก่งๆ รุ่นใหม่มาร่วมด้วยช่วยกัน
ประการต่อมา เงินทุน ต้องมีผู้ร่วมลงทุน (Venture Capital) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า VC ใครที่มีไอเดียใหม่ๆ ใครที่อยากได้คำแนะนำดีๆ อยากได้เงินนำไปลงทุน ก็มาคุยกับธุรกิจเงินร่วมลงทุนเอกชนมีหลายรูปแบบ ทั้ง Venture Capital และ Fund Private Equity หรือที่เรียกกันว่า “Angle Fund” โดยในประเทศไทยการจัดตั้งธุรกิจ VC มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก จึงมีผู้เปิดดำเนินการเพียงไม่กี่ราย สำหรับกองทุนร่วมลงทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนในธุรกิจ SMEs ที่เปิดตัวล่าสุด ได้แก่ กองทุนร่วมลงทุนจากเครือธนาคารกสิกรไทย คือ กองทุน KSME Venture Capital โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการเงินร่วมลงทุน ข้าวกล้า เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน ซึ่งถือหุ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย
ประการที่สาม การสร้างค่านิยมความเป็นเจ้าของกิจการและการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งการจะพัฒนาให้คนไทยมีแนวคิดของความเป็นเจ้าของกิจการโดยสายเลือด หรือมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ รู้จักพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ แล้วสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ สิ่งเหล่านี้จะมาจากการส่งเสริมตั้งแต่ในสถาบันการศึกษา ที่บ่มเพาะให้คนได้คิด ปลูกฝังค่านิยมความเป็นผู้ประกอบการกันยาวนาน ถึงจะสำเร็จได้
ประการที่สี่ การบริหารจัดการด้านการตลาด ที่จะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รู้จักตั้งคำถามถึงความต้องการของผู้บริโภค เรียนรู้คู่แข่งขัน รวมไปถึงการรู้จักวางกลยุทธ์ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การตั้งราคา การจัดการช่องทางจัดจำหน่าย การสื่อสารการตลาด ไปกระทั่งถึงการสร้างแบรนด์ให้มีความยั่งยืน
และเป็นที่น่ายินดีเมื่อในปัจจุบันรัฐบาลโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อ StartUp สำหรับผู้ประกอบการใหม่ออกมา เนื่องจาก บสย. เข้าใจและทราบดีถึงข้อจำกัดของผู้ประกอบการใหม่ว่า ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจมักจะประสบกับปัญหาไม่สามารถขออนุมัติสินเชื่อกับทางสถาบันการเงินได้ จะด้วยเหตุผลของความไม่พร้อมในการจัดการเอกสาร การเขียนแผนธุรกิจต่างๆ นานา จึงได้จัดให้มีโครงการนี้ขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ หรือธุรกิจ SMEs รายใหม่ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการไม่เกิน 3 ปี ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น โดยจัดสรรวงเงินค้ำประกัน 1 หมื่นล้านบาท รวมถึงสถาบันการเงิน โดยมีค่าธรรมเนียมค้ำประกันร้อยละ 2.50 ต่อปี ของวงเงินค้ำประกัน (ฟรีค่าธรรมเนียมปีแรก) มีวงเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 2 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุดถึง 7 ปี ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 และจะสิ้นสุดโครงการในสิ้นปี 2558
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างธุรกิจ StartUp โดยจัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ในปีงบประมาณ 2556 ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) วงเงิน 5,000 ล้านบาทในปีแรก และกำหนดแผนสนับสนุนงบประมาณภาพรวมต่อเนื่อง 4 ปี คือ (1) ปี 2556 จำนวน 5,000 ล้านบาท (2) ปี 2557 จำนวน 5,000 ล้านบาท (3) ปี 2558 จำนวน 1 หมื่นล้านบาท (4) ปี 2559 จำนวน 2 หมื่นล้านบาท รวมทั้งหมด 4 ปีงบประมาณ เป็นจำนวนเงิน 4 หมื่นล้านบาท
โดย สกอ. กำหนดให้กองทุนตั้งตัวได้เป็นกองทุนแบบคงเงินต้น และใช้หมุนเวียนให้กู้ยืมแก่นักศึกษาที่มีศักยภาพเป็นผู้ประกอบการใช้ลงทุนในการเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจของตน ทั้งนี้ในปี 2556 สกอ. ตั้งเป้าสร้างนักศึกษาผู้ประกอบการ (ที่ได้รับการกู้ยืม) ไม่น้อยกว่า 5,000 รายในปีแรก
นับว่าทั้งสองโครงการดังกล่าวคงจะส่งผลช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใหม่ของไทยให้สามารถตั้งตัวได้ และสร้างความยิ่งใหญ่กระทั่งเป็นตำนานเหมือนกับบริษัทขนาดใหญ่ของโลกในปัจจุบันจำนวนมาก ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากการบ่มเพาะและส่งเสริมในลักษณะเดียวกันนี้







