
‘ทิพย’ปั๊มเบี้ยต่อรถคันแรก
ไม่สนรถป้ายแดงแข่งขันตัดราคาสูงตั้งเป้า 6 พันล้านจับกลุ่มลูกค้าระดับบน
ไม่สนรถป้ายแดงแข่งขันตัดราคาสูงตั้งเป้า 6 พันล้านจับกลุ่มลูกค้าระดับบน
ทิพยประกันฯ ร่วมวงจับกลุ่มเบี้ยต่ออายุรถคันแรก ตั้งเป้า 6,000 ล้านบาท
นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าขายเบี้ยประกันภัยรถยนต์ให้ได้ 6,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 4,700 ล้านบาท เน้นทำตลาดเบี้ยต่ออายุในโครงการรถคันแรกเป็นหลัก โดยร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทรถยนต์เพื่อเสนอขายประกันรถชั้น 1 ให้กับลูกค้าโดยเฉพาะ
“ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำตลาดรถป้ายแดงจากโครงการรถคันแรก เนื่องจากไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นและมีการตัดราคาที่รุนแรง ซึ่งเรามองว่าเบี้ยต่ออายุรถปีที่ 2-3 จะทำกำไรได้ดีและเหมาะสมกับเรามากที่สุด เพราะเราเองก็เน้นเบี้ยระดับบนเป็นหลัก” นายสมพร กล่าว
ทั้งนี้ ในปัจจุบันอัตราค่าสินไหมต่อเบี้ยของบริษัทอยู่ที่ 68% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 64% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทเน้นเรื่องบริการไม่ให้มีปัญหาเรื่องการเคลมกับลูกค้า และโครงสร้างเบี้ยประกันรถยนต์ของบริษัทก็มีสัดส่วนเบี้ยประกัน พ.ร.บ.อยู่น้อยมากเพียง 10% เท่านั้น จากค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30-40% แต่ปีนี้บริษัทตั้งเป้าลดค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันให้เหลือเท่ากับอุตสาหกรรมที่ 64%
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะรักษาสัดส่วนเบี้ยประกันรถยนต์ไว้ไม่ให้เกิน 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 25% โดยเบี้ยประกันภัยหลักยังมาจากประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์หรือนันมอเตอร์
ประกันรถยนต์ที่สร้างผลกำไรให้มากที่สุด คือ แบบประกันชั้น 3 พิเศษ ที่มีกำไรส่วนต่างมากกว่าประกันชั้น 1 ไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 40% ขณะที่เบี้ยประกันชั้น 1 มีสัดส่วนอยู่ 60% ของเบี้ยประกันภัยรถยนต์ทั้งหมด
นอกจากนี้ ปีนี้ยังตั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้ารายใหญ่ให้มีสัดส่วนอย่างละ 50% จากปีที่ผ่านมาลูกค้ารายย่อยอยู่ที่ 40%และรายใหญ่ 60%
สำหรับโครงการลงทุนของรัฐบาล 2 ล้านล้านบาทนั้น บริษัทพร้อมที่จะเข้าไปประมูลงานประกันภัย ซึ่งอาจร่วมกับพันธมิตรธุรกิจในประเทศ แต่ถ้างานไหนที่ทำได้บริษัทก็ทำเองและเมื่อรับประกันแล้วอาจต้องลดความเสี่ยงด้วยการใช้บริษัทประกันภัยในต่างประเทศหรือรีอินชัวเรอร์ ซึ่งปัจจุบันงานลงทุนขนาดใหญ่นั้นมี 3 บริษัทที่เข้าไปดำเนินการ คือ ทิพยประกันภัย กรุงเทพประกันภัยและเทเวศร์ประกันภัย โดยบริษัทจะเป็นผู้นำในการเข้าไปประมูลงาน
นอกจากนี้ได้จัดโครงสร้างการบริหารงานภายในองค์กร เพื่อให้เกิดความชัดแจนและไม่ซ้ำซ้อนในการทำงาน โดยฝ่ายการตลาด 1 ดูแลลูกค้าภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ฝ่ายการตลาด 2 เป็นฝ่ายธุรกิจธนาคารและฝ่ายตลาด 3 เป็นฝ่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินแต่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงฝ่ายตัวแทนนายหน้า ธุรกิจโครงการพิเศษ เช่น น้ำมัน ก๊าซ ธุรกิจเครื่องบินของสายการบินต่าง ๆ อาทิ การบินไทย นกแอร์ เครื่องบินส่วนตัว และสนามบินต่าง ๆ ขณะที่อัคคีภัยรวมเป็นฝ่ายประกันอัคคีภัยและทรัพย์สิน
“ปีนี้ตั้งเบี้ยประกันภัยรับรวมไว้ที่ 6,000 ล้านบาท หรือเติบโต 20% แบ่งเป็นรถยนต์ 25% เบ็ดเตล็ด 55% อัคคีภัย 10% และทะเล 3% จากปี 55 ที่ผ่านมามีเบี้ยประกันภัย 4,700 ล้านบาท หรือเติบโต 48% และปี 54 เติบโต 37% สาเหตุที่ปีนี้โตน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้องการปรับโครงสร้างการบริหารงานภายในองค์กรให้ดีขึ้น เพื่อรองรับการขยายงานในอนาคต เพราะถ้าเติบโตมากโดยที่ไม่ได้ดูข้างหลังบ้านจะทำให้การบริการไม่ทัน ส่วนปี 57 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 1518% “
ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย.นี้ ได้ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสวพ.91 จัดโครงการ “เมาไม่ขับ ทิพยขับให้” ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐในการรณรงค์ด้านอุบัติเหตุ โดยลูกค้าที่ทำประกันกับบริษัทหากไม่สามารถเดินทางกับบ้านได้ เนื่องจากดื่มแอลกอฮอลล์สามารถขอใช้บริการกับบริษัทได้ที่คอลเซ็นเตอร์ 1736 ตลอด 24 ชม. ซึ่งมีรถยนต์ให้บริการลูกค้า 50 คัน และมีสำรองไว้อีก 60 คัน







