
ไตรมาส 2 ทองคำจะลงต่อหรือไม่?
ราคาทองคำไตรมาสแรก
ราคาทองคำไตรมาสแรก
ราคาทองคำเคลื่อนตัวในแนวโน้มขาลงตลอดไตรมาส 1 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 1,678.7 เหรียญสหรัฐ ลงไปทำจุดต่ำสุดประมาณ 1,560 เหรียญสหรัฐ และดีดตัวขึ้นมารักษาระดับอยู่ที่ 1,597.6 เหรียญสหรัฐ ลดลงมาแล้วถึง 81.1 เหรียญสหรัฐ หรือ 4.83% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 ในปี 2555 ราคาได้เพิ่มขึ้น 108.5 เหรียญสหรัฐ หรือ 6.95% ในตอนปิดไตรมาส ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าราคาทองในปี 2556 เริ่มต้นไตรมาสแรกไม่ค่อยสดใสเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยราคาทองคำได้หลุดแนวรับสำคัญ 1,650 1,630 และ 1,600 เหรียญสหรัฐ ตามลำดับ
บ่งบอกถึงราคาเข้าได้มาอยู่ในแนวโน้มขาลงเรื่อยๆ แม้ว่าราคาจะพยายามทดสอบแนวต้านหลายครั้ง เพื่อที่จะกลับมายืนเหนือเส้นแนวรับสำคัญ แต่ก็ยังไม่สามารถฝ่าแนวต้านเพื่อกลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้นได้ เนื่องจากราคายังคงมีแรงกดดันจากการเทขายต่างๆ
ปัจจัยข่าวสำคัญที่เป็นตัวกดดันราคาทองในไตรมาสที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้
1.ความกังวลของวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะภาคธนาคารของไซปรัส วิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ไม่ว่าจะเป็นกรีซหรืออิตาลีที่ยังไม่มีความชัดเจนในการบริหารนโยบายทางการคลังและการบริหารหนี้สินต่างๆ โดยเฉพาะจะเห็นได้ว่าจากการเลือกตั้งในประเทศอิตาลีที่ผ่านมา ไม่สามารถสรุปหาผู้นำได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีการแบ่งแยกหลายพรรคหลายพวก นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางด้านประเทศไซปรัส ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นการจุดชนวนที่จะเริ่มให้วิกฤตยุโรปแย่ลงอีกครั้ง
แต่ประธานอีซีบี นายมาริโอ ดรากิ ยังพยายามเข้าช่วยเหลือทุกประเทศที่เกิดปัญหา ตั้งแต่กรีซในปีที่แล้ว จนถึงไซปรัสในไตรมาส 1 ปีนี้ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกตั้งคำถามว่าวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปที่คิดว่าจะดีขึ้นแล้ว แท้จริงแล้วปัญหานี้อาจจะยังมีอีกหลายประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่ยังอาจจะต้องได้รับการช่วยเหลือ อย่างเช่นไซปรัสและกรีซ และเนื่องด้วยประเทศในกลุ่มยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านภาคการเมือง ระบบธนาคารและภาษา ทำให้การแก้ไขวิกฤตหนี้ยุโรปเป็นไปได้ยาก เมื่อเปรียบเทียบกับการแก้ไขเศรษฐกิจทางฝั่งสหรัฐ
2.การเทขายทองคำใน SPDR อย่างต่อเนื่อง SPDR ซึ่งเป็นกองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เทขายทองคำออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่สหรัฐสามารถตกลงเรื่องหน้าผาการคลังกันได้ จากระดับ 1,350.82 ตัน สู่ระดับ 1,221.26 ตัน ขายออกไปทั้งสิ้น 129.56 ตัน หรือคิดเป็น 9.59% ในเวลาเพียงไตรมาสเดียว จากการคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงเศรษฐกิจโลกได้เริ่มฟื้นตัวส่งผลให้มีการย้ายเงินลงทุนจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำไปสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นแทน
3.ทางฝั่งสหรัฐ ดูเหมือนเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น และมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) 3 อาจจะชะลอลงจากการที่สหรัฐสามารถแก้ปัญหาหน้าผาการคลังในประเด็นต่างๆ ได้แก่ การเพิ่มภาษีคนรวย ยืดระยะเวลาหมดอายุของระดับหนี้ที่จะชนเพดานหนี้ไปอีก 3 เดือน ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐรอดพ้นจากการถูกเพิ่มภาษีและตัดลดงบประมาณอัตโนมัติไปได้ และเริ่มฟื้นตัวขึ้น เพิ่มความกังวลในตลาด และมีการถกเถียงกันในกลุ่มสมาชิกเฟดเองว่า มาตรการคิวอีอาจจะชะลอหรือหยุดลงเร็วกว่าที่คาดหากตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น โดยเฉพาะตัวเลขว่างงานที่อาจจะลดต่ำกว่า 6.5% เร็วกว่าที่คาด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 2 ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามดังต่อไปนี้
1.ต้องติดตามว่ายังมีประเทศใดอีกนอกจากไซปรัส อิตาลีและกรีซ ที่ยังมีปัญหาวิกฤตทางการเงิน และจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากอีซีบีอีกหรือไม่ ซึ่งถ้ายังมีข่าวร้ายจากทางฝั่งยุโรปออกมาเรื่อยๆ ก็จะส่งผลดีต่อราคาทองคำ 2.ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขว่างงานที่ดีขึ้นมาตลอด ตั้งแต่ต้นปีเดือน ม.ค. ซึ่งถ้าเมื่อใดที่ตัวเลขว่างงานออกมาดีขึ้น ลงมาต่ำกว่า 6.5% นั่นหมายถึงการหยุดอัดฉีดเงินจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และปัจจัยนี้ก็จะกดดันราคาทองคำในไตรมาสที่ 2 ได้ต่อไป
3.ติดตามการขายของกองทุน SPDR







