
เหลือไทย-พม่าลงขันทวาย
เซ็นเอ็มโอยูตั้งเอสพีวี พ.ค.นี้ไร้แววญี่ปุ่นโรดโชว์ดึงต่างชาติร่วม
เซ็นเอ็มโอยูตั้งเอสพีวี พ.ค.นี้ไร้แววญี่ปุ่นโรดโชว์ดึงต่างชาติร่วม
ตั้งเอสพีวีทวายไร้เงาญี่ปุ่น เหลือไทยเมียนมาร์ ลงขันฝ่ายละ 50% โรดโชว์ชวนประเทศที่สามลงทุน
นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เดือน พ.ค. 2556 จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูง (เจเอสซี) ขึ้นที่ประเทศเมียนมาร์ ระหว่างคณะทำงานของไทยและเมียนมาร์ ในโครงการพัฒนาพื้นที่ทวาย ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน ร่วมกับฝ่ายเมียนมาร์ โดยการประชุมครั้งนี้จะมีการลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างไทยและเมียนมาร์ เพื่อจัดตั้งบริษัทโฮลดิง หรือนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) ขึ้น เบื้องต้นไทยกับเมียนมาร์จะร่วมถือหุ้นในสัดส่วนประเทศละ 50%
ทั้งนี้ หลังจากจัดตั้งเอสพีวีแล้วจะเริ่มทำหนังสือเชิญชวนการลงทุนและเดินสายโรดโชว์เพื่อชักจูงนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ ให้เข้ามาถือหุ้นในเอสพีวี โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามว่าจะสามารถเชิญชวนเข้าไปในช่องทางไหน โดยญี่ปุ่นน่าจะสนใจเข้ามาลงทุน หรืออาจจะเข้ามาในรูปแบบของการสนับสนุนเงินก็ได้
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจจะเข้าร่วมลงทุนในทวาย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง เพราะเมียนมาร์จะเป็นฐานการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่สามารถช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมที่อยู่ในเมืองไทยได้ เช่น อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย แต่หากเกิดขึ้นในเมียนมาร์ได้จะเป็นผลดีต่ออุตสาห กรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองไทยได้อย่างมาก
“ต้องมีการลงนามร่วมไทยกับเมียนมาร์ก่อนในการจัดตั้งเอสพีวี แล้วค่อยทำหนังสือเชิญให้รัฐบาลจากประเทศอื่นๆ เข้ามาลงทุน ซึ่งอาจจะมากกว่า 3 รายก็ได้ โดยเชื่อว่าญี่ปุ่นยังคงสนใจที่จะเข้ามาร่วม เพราะหากภาคเอกชนของญี่ปุ่นสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในทวาย รัฐบาลก็น่าจะให้การสนับสนุน และจากการประชุมครั้งล่าสุดที่พัทยา ญี่ปุ่นก็ได้เข้ามาร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ด้วย ขณะที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์(ไอทีดี) ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการลงทุนของบริษัทย่อย” นายชาญวิทย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่จะทำให้โครงการทวายเกิดขึ้นได้ จะต้องหาพันธมิตรเข้ามาร่วมทุน ซึ่งจะเป็นประเทศที่สามหรือประเทศที่สี่ เพื่อลดความเสี่ยง และเพื่อให้นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนเกิดความมั่นใจว่าโครงการจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และไม่สะดุดระหว่างทาง
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยเคยประกาศว่าการจัดตั้งเอสพีวีจะมีผู้ร่วมทุน 3 ฝ่าย คือ ไทย เมียนมาร์ และประเทศที่สาม ที่คาดว่าจะเป็นญี่ปุ่น โดยไทยและเมียนมาร์จะลงทุนสัดส่วนเท่ากัน และเมื่อรวมแล้วจะถือหุ้นส่วนใหญ่







