
หุ้นปรับตัวลงตามที่ผมคาด
ถ้าท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของผมเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ผมได้เตือนไว้ล่วงหน้าว่า ภายใน 2 อาทิตย์เราน่าจะเห็นการปรับตัวของ Set Index และจะลงไม่ต่ำกว่า 100 จุด ซึ่งในขณะนั้นนักลงทุนหลายท่านยังเพลิดเพลินกับการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนอันหอมหวน Set Index ณ วันสิ้นปี 2555 ปิดที่ 1,391.93 ซึ่งก็ได้ขึ้นมา 35.76% จาก ณ วันสิ้นปี 2554 ซึ่งปิดที่ 1,025.32 แต่ถ้านับจากต้นปี 2556 Set Index ขึ้นมาทำจุดสูงสุดวันที่ 19 มี.ค. ที่ 1,601.30 เพิ่มขึ้น 209.37 หรือคิดเป็น 15.04% ภายในเวลาเพียง 2 เดือนกว่าๆ เท่านั้น นับว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีมากๆ ทีเดียวนะครับ
ถ้าท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของผมเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ผมได้เตือนไว้ล่วงหน้าว่า ภายใน 2 อาทิตย์เราน่าจะเห็นการปรับตัวของ Set Index และจะลงไม่ต่ำกว่า 100 จุด ซึ่งในขณะนั้นนักลงทุนหลายท่านยังเพลิดเพลินกับการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนอันหอมหวน Set Index ณ วันสิ้นปี 2555 ปิดที่ 1,391.93 ซึ่งก็ได้ขึ้นมา 35.76% จาก ณ วันสิ้นปี 2554 ซึ่งปิดที่ 1,025.32 แต่ถ้านับจากต้นปี 2556 Set Index ขึ้นมาทำจุดสูงสุดวันที่ 19 มี.ค. ที่ 1,601.30 เพิ่มขึ้น 209.37 หรือคิดเป็น 15.04% ภายในเวลาเพียง 2 เดือนกว่าๆ เท่านั้น นับว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีมากๆ ทีเดียวนะครับ
แต่งานเลี้ยงย่อมมีการเลิกราหลังจากแตะระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบกว่า 19 ปี หลังจากที่ Set Index เคยไปทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 1,789.16 ในเดือน ม.ค. 2537 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา Set Index ลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ 1,464.72 จุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ลดลงไป 136.58 จุด คิดเป็น 8.53% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 101,361 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับว่าเป็นการลงที่เร็วและแรงพอสมควร
เมื่อปีที่แล้ว Set Index ก็มีการปรับตัวแรงๆ ช่วงหนึ่งเหมือนกัน คือ Set Index เริ่มปรับตัวลงจาก 1,241.13 ณ วันที่ 2 พ.ค. 2555 ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 1,099.15 ณ วันที่ 5 มิ.ย. 2555 ลงไป 141.98 จุด คิดเป็น 11.44% ใช้เวลาปรับตัวลง 1 เดือน กับ 3 วัน
การปรับตัวของ Set Index รอบนี้ หลายๆ ท่านพยายามหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีนักวิเคราะห์หลายๆ ท่านพยายามไปโยงใยกับปัญหาทางการเงินในไซปรัส ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะว่าขนาดเศรษฐกิจของไซปรัสนั้นเล็กมาก ไม่ถึง 10% ของขนาดเศรษฐกิจไทยเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น ผลกระทบต่อ EU หรือเศรษฐกิจโลกน้อยมาก ดูปัจจัยภายนอกแล้ว กลับมาดูปัจจัยภายในประเทศ จะเห็นว่าช่วงเร็วๆ นี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและเร็ว เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ของโลก เงินบาทเราแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค
ทำให้เกรงว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) จะมีมาตรการแรงๆ ออกมาหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินบาทดังเช่นอดีตผู้ว่าการ BOT คนก่อนเคยทำไว้ ซึ่งครั้งนั้นทำให้ Set Index ตกลงอย่างรุนแรงมากเมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2549 โดยตกลงจาก 737 จุด ลงมาที่ 587.92 จุด ลดลง 149.74 จุด คิดเป็น 20.3%
ทำให้อดีตผู้ว่าการ BOT ท่านนั้นต้องยกเลิกมาตรการ Capital Control อย่างรีบด่วน บทเรียนครั้งนั้นคงยังฝังใจหลายๆ คน รวมทั้งผมด้วย ดังนั้นผมไม่เชื่อว่าท่านผู้ว่า BOT คนปัจจุบันจะออกมาตรการรุนแรงทำนองนี้ขึ้นมาอีก และท่านเองก็เพิ่งให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ทาง BOT ยังไม่เห็นว่าจะต้องมีมาตรการอะไรในสถานการณ์ปัจจุบัน และทาง รมว.คลังคนปัจจุบัน ท่านก็เคยเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์มาก่อน และท่านก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ค่อนข้างมาก และเมื่อไม่กี่วันท่าน รมว.คลัง และผู้ว่าการ BOT ได้ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้แล้ว และยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการ Capital Control
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ที่จะเพิ่มหลักประกันบัญชีเงินสด จากเดิม 15% เป็น 20% นั่นหมายความว่า ท่านนักลงทุนต้องวางหลักประกันจากเดิม 1.5 แสนบาท กลายเป็นต้องวางหลักประกัน 2 แสนบาท สำหรับการซื้อหลักทรัพย์มูลค่า 1 ล้านบาท เป็นการจำกัดอำนาจการซื้อได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนั้นอาจจะมีนักลงทุนบางท่านโดนบังคับขาย (Force Sell) จากบริษัทหลักทรัพย์ที่ตนไปเปิดบัญชีมาร์จินซื้อขายหุ้น เพราะว่า 34 วัน ที่ Set Index ตกลงมา 8.53% แต่หุ้นบางตัวลงไปแล้วเกือบ 50% ก็มีหลายตัว เช่น IEC ลงจาก 0.07 มาทำจุดต่ำสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 0.04 บาท ลงไป 42.8% AAV ลงจาก 7.90 ไปทำ Low ที่ 5.05 บาท ลงไปถึง 36.08% Loxley ลงจาก 7.85 ไปทำ Low ที่ 4.76 ลดลง 39.36% เป็นต้น
ท่านนักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้ซึ่งมีหลายสิบตัวทีเดียวที่ลงมามากกว่า 30% ภายใน 34 วัน ในบัญชีมาร์จิน ท่านอาจจะถูกบริษัทโบรกเกอร์เรียกให้นำเงินมาวางเป็นหลักประกันเพิ่มขึ้น หรือมิฉะนั้นก็จะถูกบังคับขาย ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะมีหลายรายเลยทีเดียว เพราะว่าหุ้นเหล่านี้ช่วงที่ผ่านมาเป็นขวัญใจนักเก็งกำไรค่อนข้างมาก มีมูลค่าซื้อขายของหุ้นเหล่านี้ต่อวันค่อนข้างสูง กอปรกับ Panic ของนักลงทุนทั่วไป และคงมีนักลงทุนบางท่านสั่งคำสั่งขายแบบ Market Price (MP) ทำให้ราคาหุ้นหลายตัวไหลลงเร็วมาก เพราะว่าไม่มีคำสั่งซื้อตั้งรองรับไว้ เราได้เห็นหุ้นหลายตัวลงแตะฟลอร์ หรือเกือบแตะฟลอร์มากมายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อยากให้จำไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ว่าคำสั่ง MP ไม่ควรจะใช้ในช่วงที่มี Panic Sell เพราะว่าท่านจะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า ท่านจะขายได้ในราคาใด โดยเฉพาะคำสั่งขายที่มีมูลค่าสูงในหุ้นที่มีสภาพคล่องไม่สูงนัก อาจเห็นฟลอร์ได้เลยทีเดียว
ท่านควรจะเลี่ยงเป็นส่งคำสั่งขายถอยลงไปสัก 45 ช่วงก็พอ แล้วค่อยสั่ง Order ขายใหม่เพิ่มไป ถ้าท่านต้องการขายเพิ่มอีก เป็นการลดโอกาสที่จะได้ราคาที่ท่านคาดไม่ถึงได้พอสมควร นอกจากนั้นท่านนักลงทุนโดยเฉพาะนักเก็งกำไร ควรจะใช้วิจารณญาณมากขึ้นในการลงทุน อาจจะหลีกเลี่ยงลงทุนในหุ้นเก็งกำไร มิฉะนั้นท่านก็จะประสบการขาดทุนอย่างมากได้
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของหุ้นในรอบนี้ จะทำให้การขึ้นในรอบหน้ามีความแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในขาขึ้นการปรับตัวรอบนี้ เป็นการพักตัวในทิศทางขาขึ้นเท่านั้น ท่านนักลงทุนที่พอร์ตการลงทุนยังว่างอยู่ นี่เป็นจังหวะที่ดีมากในการเลือกลงทุนในหุ้นดีมีอนาคตในราคา Sales นะครับ แล้วอาทิตย์นี้จะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุนต่างๆ รวมทั้งกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ประมาณ 6 กองทุน วงเงินรวม 1 หมื่นล้านบาท ขอให้นักลงทุนทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ







