
เรื่องร้องเรียนไร้การแก้ไข กสทช.สอบตกคุ้มครองผู้บริโภค
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ในงานสัมมนา กสทช. เอ็นบีทีซี พับบลิก ฟอรัม ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “ปีทองการคุ้มครองผู้บริโภค ทำอย่างไรผู้บริโภคจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง” มีการระดมความคิดเห็นจากคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจากด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และด้านกิจการโทรคมนาคม และองค์กรผู้บริโภคเพื่อประเมินผลงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และทิศทางการดำเนินงานในอนาคต พบว่า กสทช. สอบตกในประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคและการทำงานเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการมากกว่า
เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กสทช. กล่าวว่า การทำงานของ กสทช.ที่ผ่านมาถือว่าสอบตกการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะเรื่องร้องเรียนราว 90% จากจำนวนเรื่องร้องเรียนประมาณ 5,000 เรื่องต่อปี ไม่ได้รับการแก้ไขภายใน 30 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ดังนั้น ควรจัดตั้งเป็นหน่วยงานอิสระเหมือนในอดีต ที่มี “สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม” มีหน้าที่ทั้งรับเรื่องร้องเรียน ดูแล และเร่งแก้ไขเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค เพราะในปัจจุบัน “คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม” ที่ตั้งขึ้น มีบทบาทเพียงรับเรื่องร้องเรียน ส่วนงบประมาณที่ได้รับปีเพียงละ 15 ล้านบาท ก็ลดลงมากในทุกปี และพนักงานก็มีอยู่ 45 คนเท่านั้น
นอกจากนี้ อำนาจการพิจารณาขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ซึ่งหากสำนักงาน กสทช.ไม่เร่งแก้ไขเรื่องร้องเรียน กทค. ควรออกประกาศอำนาจการดูแลผู้บริโภคที่จะให้หน่วยงานใดดูแล เพื่อให้การผลักดันดูแลผู้บริโภคให้ดำเนินการได้รวดเร็ว เพราะมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคในแต่ละปีอยู่ในระดับที่สูงมาก
ทั้งนี้ กลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (รท.) สำนักงาน กสทช. มีเรื่องร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการพิจารณา 345 เรื่อง ซึ่งผู้บริโภคได้ร้องเรียนเกินระยะเวลา 30 วันไปแล้ว แต่สำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้ตัดสินแต่อย่างใด ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบ
สำหรับเรื่องร้องเรียนที่ผู้บริโภคร้องเข้ามาประกอบไปด้วย 1.บัตรเติมเงิน (พรีเพด) ห้ามกำหนดวันหมดอายุและถูกยึดเงินในระบบ จนไม่สามารถใช้บริการได้ 2.ค่าบริการด้านเสียงขั้นสูงไม่เกินนาทีละ 99 สตางค์ 3.การส่งข้อความมารบกวนผู้บริโภค 4.การส่งข้อความมาขายบริการ สินค้าต่างๆ 5.ตู้เติมเงินที่ยึดเงินจนสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคปีละ 1 หมื่นล้านบาท 6.โฆษณาการให้บริการที่เกินจริง และ 7.การเก็บค่าบริการสูงเกินจริง เป็นต้น
ชัยวัฒน์ แสงอรุณ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กสทช. กล่าวว่า คณะอนุฯ ถูกลดบทบาทหน้าที่และมีเจ้าหน้าที่เหลือเพียง 3 คน จากเดิมมีเจ้าหน้าที่ 9 คน แสดงให้เห็นว่า กสทช. อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานคุ้มครองผู้บริโภคมากนัก
การควบคุมดูแลสื่อ ไม่มีกฎหมายควบคุมดูแลที่แท้จริง เพราะไม่สามารถเข้าไปควบคุมสื่อได้ แต่มีเพียงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 2 เรื่องหลักคือ การกระทำที่เอาเปรียบผู้บริโภคของผู้ประกอบการ และรายการโทรทัศน์ที่กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บริโภค
บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า กสทช.ไม่สามารถทำได้ตามแผนที่ประกาศไว้เป็นปีทองของการคุ้มครองผู้บริโภค การทำงานส่วนใหญ่ของ กสทช. จะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ จึงควรปรับการทำงานเพื่อให้คุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันการประกาศของ กสทช.ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องบัตรพรีเพดที่มีผู้บริโภคถูกยึดเงินในบัตรพรีเพด และค่าบริการเสียงขั้นต่ำนาทีละ 99 สตางค์ จะต้องรวมค่าบริการแบบรายเดือนด้วย ซึ่งประกาศนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
ได้ฟังมุมมองของหลายส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว กสทช.ควรต้องเร่งแก้ไขบทบาทการทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้เป็น “ปีทองของการคุ้มครองผู้บริโภค”







